วหนึ่งชั่วยามกว่าก็ถึงแล้ว ในอำเภอมีคนรวยเยอะ แต่ในตำบลส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านรอบ ๆ ที่ย้ายเข้าไปอยู่”
“ในตำบลยากจนขนาดนั้น?” หลี่เยว่หานประหลาดใจ “ถ้าในตำบลยากจน แล้วทำไมทุกคนถึงยังอยากย้ายเข้าไปอยู่ในตำบลกันเล่า?”
“เพราะอยู่ใกล้อำเภอมากกว่าน่ะสิ อย่างน้อยก็เป็นตำบล มีกำแพงล้อมรอบ เวลามีโจรภูเขาอาละวาดก็ยังมีกำลังต่อต้าน ไม่เหมือนในหมู่บ้าน ถ้ามีโจรภูเขาบุกเข้ามาก็คือหายนะดี ๆ นี่เอง ไม่อย่างนั้นพวกเราจะมีห้องใต้ดินสองห้องไว้ทำไม ที่จริงแล้ว ทุกบ้านล้วนมีห้องใต้ดินสองห้อง”
หลี่เยว่หานฟังคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนแล้วก็พยักหน้าด้วยท่าทางครุ่นคิด
หลังรับประทานอาหารเสร็จ เมิ่งฉีฮ่วนที่กินจนพุงกางก็เก็บถ้วยและตะเกียบอย่างคล่องแคล่ว แล้วยิ้มให้หลี่เยว่หานเป็นเชิงขออภัย “ขอโทษนะ ข้ากับเด็กดื้อสองคนนี้กินหมูพะโล้ที่เจ้าจะเอาไปขายจนหมดเสียได้”
หลี่เยว่หานได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้ว “กินหมดแค่หมูตุ๋นพะโล้ที่ไหนกัน แม้แต่น้ำพะโล้พวกเจ้าก็ยังไม่เหลือให้ข้าสักหยด เอาไปผสมข้าวกินหมดแล้ว”
“พี่สาวทำอาหารอร่อยเกินไปแล้ว หลิงซียังอยากกินอีก…” หลิงซีประคองหน้าท้องกลมป่องของตนเองแล้วกล่าวด้วยหน้าตาชื่นมื่น
“ระวังเจ้ากินจนกลายเป็นหมูอ้วนตัวน้อยไปเสียก่อน” มู่ชวนลูบหน้าท้องเต่งตึงของตัวเองแล้วเรอออกมา จากนั้นก็ฉุดมือหลิงซีไถลลงจากเก้าอี้ “อาเมิ่ง อาหญิง ข้าพาน้องสาวไปเดินย่อยอาหารก่อนนะขอรับ!”
พูดจบ หลี่เ