ยว่หานยังไม่ทันได้ตอบรับ เมิ่งฉีฮ่วนก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มระรื่น “ไปเถอะ อย่างมากหนึ่งเค่อก็ต้องกลับมาแล้วนะ!”
“ขอรับ!”
มู่ชวนรับคำแล้วจูงมือหลิงซีเดินออกไปจากครัว
ทิ้งไว้เพียงหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้องที่ไม่กว้างขวางเท่าใดนัก หลี่เยว่หานพลันรู้สึกแปลก ๆ “งั้น…ข้ากลับห้องก่อนล่ะ”
“เจ้ายังต้องทำหมูพะโล้สำหรับเอาไปขายไม่ใช่หรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนพูดแล้วเข้าไปเอาเนื้อหมูครึ่งตัวที่นำกลับมาจากเมืองหลิวชิงออกมาจากคลังเสบียง “ทำเลยก็แล้วกัน จะได้ย่อยอาหารพอดี”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ไร้คำจะกล่าว “คงไม่ใช่ว่าเจ้ายังกินไม่หนำใจหรอกนะ?”
เมิ่งฉีฮ่วนที่ถูกหลี่เยว่หานรู้ทันพลันหน้าแดง แต่ก็ยกนิ้วโป้งให้หลี่เยว่หานอย่างเปิดเผย “ไม่ผิด! อร่อยเกินไปแล้ว!”
คิดไม่ถึงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะชมตนเองตรง ๆ เช่นนี้ หลี่เยว่หานอึ้งไป แต่แล้วก็ยิ้มออกมา “เจ้าหน้าหนาจริง ๆ”
“ถ้าหน้าหนาแล้วได้กินเนื้อก็นับว่าหนาได้อย่างคุ้มค่าแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนพูดขณะลงมีดอย่างชำนิชำนาญ
เห็นเขาลงมืออย่างคล่องแคล่วแม่นยำ หลี่เยว่หานค้ำคางพลางกล่าว “ถ้าไม่บอกว่าเจ้าเป็นนายพราน ข้าคงนึกว่าเจ้าเป็นคนฆ่าหมู”
“นายพรานกับคนฆ่าหมูแท้จริงแล้วก็ไม่ต่างกัน ล้วนต้องเลาะเนื้อเถือกระดูกเหมือนกัน นี่ เจ้าว่าหมูครึ่งตัวนี้พวกเราเก็บไว้ให้พวกเด็ก ๆ สักหน่อยดีหรือไม่?”
“ดีสิ” หลี่เยว่หานตอบ เธอใคร่ครวญว่ายังเหลือเครื่องเทศ