กำลังพาหลิงซีที่สะลึมสะลือไปล้างหน้าบ้วนปาก
เมื่อเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของหลี่เยว่หาน มู่ชวนก็เดาได้ทันทีว่าเมิ่งฉีฮ่วนหยอกล้อหลี่เยว่หาน จึงอดเบะปากไม่ได้
หลังจากนำแป้งมาทำน้ำแกงเกอต่า*[3] แล้ว หญิงสาวก็ทำแผ่นแป้งอีกหลายแผ่น จากนั้นจึงนั่งลงบนโต๊ะอาหาร
“อาเมิ่ง ท่านพาหลิงซีไปด้วยไม่ได้จริง ๆ หรือ?” ขณะที่หลิงซีที่กำลังง่วนอยู่กับการกินน้ำแกงเกอต่า ภายในใจก็ยังไม่ยินยอมและอยากตามไปด้วย
“หลิงซี เป็นเด็กดีเชื่อฟังเสีย” ไม่รอให้เมิ่งฉีฮ่วนได้ตอบกลับ มู่ชวนที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยอบรมหลิงซีขึ้นมาก่อน “อาเมิ่งกับพี่สาวหลี่ไปทำธุระ เจ้ายังเด็กเกิน ตามไปด้วยมีแต่จะเป็นภาระ”
“อืม” แม้หลิงซีจะไม่มีความสุขนัก แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
หลังจากทานอาหารเช้า เมิ่งฉีฮ่วนก็พาทั้งครอบครัวไปส่งที่สำนักศึกษา ระหว่างทางหลี่เยว่หานก็ถามออกมาอย่างอดสงสัยไม่ได้ “ไม่ใช่ว่าท่านจะไปขายหนังสัตว์หรือ? แล้วไหนหนังเล่า?”
“เจ้าอยากให้ข้าเดินออกไปพร้อมหนังสัตว์อย่างโจ่งแจ้ง เพื่อบอกให้พวกโจรรู้ว่าข้าจะเอามันไปขายหาเงินหรืออย่างไร?” เมิ่งฉีฮ่วนถามกลับ
หลี่เยว่หานเบะปาก
เธอคิดน้อยเกินไป
ตอนนี้ล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว หลังจากนี้การล่าสัตว์บนภูเขาจะยิ่งยากขึ้น ดังนั้นในช่วงเวลานี้ของทุกปี โจรในบริเวณโดยรอบจะเริ่มลงมือมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปล้นคนที่จะเข้าเมืองไปขายของป่า หลังจากนั้นก็เอาสินค้าไปปล่อยขาย