่กลายเป็นแบบขอทานชรา และหลิงซีก็ไม่อยากแต่งงานกับอาเมิ่งแล้ว!”
“เช่นนั้นหลิงซีก็เป็นเด็กดีว่าง่าย พี่สาวจะดูแลเจ้าจนกว่าจะพบคนที่เหมาะสมเป็นคู่ชีวิตร่วมเป็นตายกับเจ้า” หลี่เยว่หานกล่าวพร้อมกับจิ้มจมูกของหลิงซีด้วยความหมั่นเขี้ยว
“พี่สาว อะไรคือคู่ชีวิตร่วมเป็นตาย?”
“ก็คือชีวิตนี้อยู่ร่วมเคียงคู่คนเดียวไปตลอดทั้งชีวิต”
“ไม่สามารถแต่งอนุภรรยาได้หรือ?”
“ย่อมไม่สามารถอยู่แล้ว ความรักเช่นนี้คือการเห็นแก่ตัว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคนอื่นเข้ามา ก็เป็นการทำร้ายอีกฝ่าย”
“พี่สาว แล้วความรักคืออะไร?”
“ความรักก็เหมือแตงโมในฤดูร้อน เตาไฟในฤดูหนาว เวลาดีใจก็เติมลายดอกไม้บนผ้าดิ้น*[1] เวลาลำบากก็ส่งถ่านกลางหิมะ*[2]”
“ข้าไม่เข้าใจ…”
“เจ้าไม่เข้าใจก็ถูกแล้ว เพราะหลิงซีของบ้านเรายังเด็กนัก รอไว้เจ้าโตขึ้นก็จะเข้าใจ”
…
เมิ่งฉีฮ่วนที่เป็นผู้ส่งหลิงซีไปที่ห้องของหลี่เยว่หาน แอบฟังคำพูดของนางแล้วอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
นั่นคือสิ่งที่นางต้องการ คู่ชีวิตร่วมเป็นร่วมตาย?
ช่างเพ้อฝันยิ่งนัก
วันต่อมา หลี่เยว่หานตื่นตั้งแต่เช้าลุกมาทำอาหาร ก่อนร้องขอให้เมิ่งฉีฮ่วนพานางไปเดินรอบ ๆ ในเมือง ทว่ากลับถูกเมิ่งฉีฮ่วนปฏิเสธอย่างไม่คาดคิด
“เมืองหลิวชิงอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋น ไปกลับนับรวมแล้วสองวัน เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไรกับพวกเด็ก ๆ?” เมิ่งฉีฮ่วนตอบแต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา หัวของเขาแทบจะจุ่มลงไปในชามโจ๊กหมูใส่ผักที่หลี่เ