เองสถานการณ์ก็อลม่านวุ่นวาย
หลี่เยว่หานมองดูฉากนี้ก็อดรู้สึกเศร้าขึ้นมาไม่ได้
สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ไม่ยอมปล่อยเธอไป แม้ว่าตัวเธอจะตายไปแล้วก็ตาม หลี่ต้าเฉิงไม่ได้มีภาวะสมองเสื่อม ส่วนหวังเฟิ่งเองก็รีบเผาร่างของเธอเพื่อปกปิดสาเหตุการตายที่แท้จริง พวกเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมรดกของเธอเพียงเท่านั้น
ยังดีที่เธอทำพินัยกรรมไว้ตั้งแต่ก่อนตาย สิ่งที่หวังเฟิ่งทำลงไปสูญเปล่าเสียแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นสมควรได้รับ
ทว่ายิ่งคิดหลี่เยว่หานก็ยิ่งเศร้าใจ สุดท้ายก็ร้องไห้ออกมาอย่างอดกลั้นไม่ได้
“เยว่หาน ตื่นได้แล้วเยว่หาน เยว่หาน?” เสียงที่คุ้ยเคยดังก้องอยู่ในหู หลี่เยว่หานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ก่อนจะพบว่าเบื้องหน้าเป็นเมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังมองมาที่ตนเองด้วยความกังวลจนนางอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ “ข้าอยู่ที่ไหน?”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าติดไข้มาจากหลิงซีตอนไปดูแลนางหรอกนะ?” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพร้อมกับยื่นมือไปแตะหน้าผากของนาง “ก็ไม่มีไข้นี่”
“ข้าเป็นอะไรไป?” หลี่เยว่หานถามด้วยความงงงวย
“ไม่รู้ ตอนที่ข้ากลับมาก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเจ้าดังมาจากในห้อง ข้าเรียกเจ้าหลายครั้งก็ไม่ตอบรับ พอเข้ามาก็เห็นว่าเจ้ากำลังฝันร้าย ข้าใช้เวลานานมากกว่าจะสามารถปลุกเจ้าให้ตื่นขึ้นมาได้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว พร้อมกับจับมือนางเบา ๆ “หรือเจ้าจะฝันถึงเรื่องชวนเศร้าใจกัน?”
หลี่เยว่หานที่ได้ยินคำพูดนั้นก็หันหลังมุดกลับลงไปในผ้าห่ม “ไม่มีอะไร ข้า