าลำบากตรากตรำมาเยี่ยมเจ้า เจ้ากลับประเสริฐนัก ปิดประตูใส่หน้าข้า มีลูกสาวอย่างเจ้าดีเสียที่ไหน!”
“อย่าเอาแต่มุดหัวอยู่ในนั้น รีบมาเปิดประตูให้ข้า ข้าเดินมาหาเจ้าจนรองเท้าขาด เจ้ากลับทิ้งข้าไว้ข้างนอกแบบนี้ มันใช้ได้เรอะ!”
…
ไม่รู้ว่าหวังเฟิ่งผรุสวาทด่าทออยู่นานเท่าไหร่ แต่หลี่เยว่หานปิดประตูใหญ่ของเรือนแล้วยังปิดประตูห้องครัว ต่อให้เสียงดังกว่านี้แต่เสียงที่เล็ดรอดมาเข้าหูเธอได้ก็มีจำกัด
กลิ่นหอมสดชื่นของโจ๊กข้าวโพดฟักทองลอยออกไปจากห้องครัว หวังเฟิ่งแผดเสียงอยู่ข้างนอกมานานแล้ว ทั้งยังเดินมาตลอดทั้งเช้า นางหิวจนท้องไส้กิ่วไปหมด
เดิมทีคิดว่าหลี่เยว่หานคงจะเชิญตนเองเข้าไปกินข้าวสักมื้อ คิดไม่ถึงว่าหลี่เยว่หานจะใจจืดใจดำเช่นนี้ ปิดประตูเรือนแล้วทิ้งนางไว้ข้างนอก
ช่วงเวลารับประทานอาหารเที่ยงคนไม่เยอะเท่าใดนัก แต่เสียงโหวกเหวกของหวังเฟิ่งก็ดึงดูดคนมามุงดูได้ไม่น้อย
เห็นหลี่เยว่หานไม่ยอมเปิดประตูเสียทีก็มีคนพูดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ท่านมาจากหมู่บ้านเฮยถู่?” ไม่รู้ว่าในหมู่คนใครเป็นคนถามขึ้นเสียงดัง
หวังเฟิ่งได้ยินแล้วก็อารมณ์ขึ้นทันที “ใช่น่ะสิ! ข้าเป็นแม่ของหลี่เยว่หาน เห็นว่าเด็กคนนี้ออกเรือนมานานแล้วแต่ก็ไม่กลับไปเยี่ยมบ้านเสียที รู้สึกเป็นห่วง วันนี้จึงพักงานที่บ้านเอาไว้แล้วมาเยี่ยมนาง แต่เด็กคนนี้…เฮ้อ ลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้วก็คือน้ำที่สาดออกไปจริง ๆ ด้วยสินะ!”
“แต่ข้าจำได้ว่าน้องเม