ต๊ะก็เหลือแค่น้ำแกงแล้ว
“หลี่เยว่หาน ขอบคุณเจ้าสำหรับอาหารมื้อนี้” หวังเหอฮวากินจนอิ่มหนำสำราญ อารมณ์ที่เดิมทีไม่ใคร่จะดีนักก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย “แต่ข้าก็ต้องบอกเจ้าอยู่ดีว่า ต่อไปอย่าใช้น้ำมันเยอะขนาดนี้ สิ้นเปลืองเกินไปแล้ว”
“เจ้านี่มันอย่างไรกันนะ” หลิวโหย่วฉายไม่พอใจ “มากินข้าวบ้านคนอื่นยังจะมาตำหนิคนเขาอีก หน้าใหญ่อะไรปานนี้!”
หวังเหอฮวาได้ยินแล้วก็ลุกขึ้นปัดมืออย่างมินำพา “ข้ารับปากพี่เมิ่งว่าตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ถ้าข้าเห็นคนก็จะช่วยพูดให้ ข้ากินอิ่มแล้ว ขอตัวก่อน”
นางกล่าวจบก็ปัดก้นเดินจากไป
เมิ่งฉีฮ่วนมองตามเงาหลังของหวังเหอฮวาอย่างไร้คำพูด ถ้าหลิวโหย่วฉายไม่อยู่ที่นี่ด้วย เขาคงด่านางไปแล้ว!
“เอาน่า นางแก้ข่าวลือให้ข้าได้ก็ดีแล้ว” หลี่เยว่หานรู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนคิดอะไรอยู่จึงพูดปลอบ “กินเสร็จแล้ว ใครจะมาช่วยข้าล้างจานกันนะ!”
“อาเมิ่งล้างจาน!” หลิงซียื่นมือมันเยิ้มมาให้หลี่เยว่หานช่วยเช็ดพลางร่ำร้องว่า “วันนี้อาเมิ่งพูดจากับพี่เหอฮวาอีกแล้ว อาเมิ่งต้องล้างจานและกวาดเรือนด้วย!”
เมิ่งฉีฮ่วนกลับไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด เมื่อส่งหลิวโหย่วฉายจากไปแล้วก็กลับมาเก็บกวาดห้องครัวอย่างรู้หน้าที่
หลี่เยว่หานอุ้มหลิงซีที่กินอิ่มแล้วไปเดินย่อยอาหารในลานบ้าน ส่วนมู่ชวนไปช่วยเมิ่งฉีฮ่วน
บรรยากาศอันสงบสุขในบ้านสกุลเมิ่งทำให้เมิ่งฉีฮ่วนสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’ อยู่หลายส่วน
วันรุ่งขึ้น หลี