้ชัดจากความทรงจำคืออาเมิ่งพาพวกเราพี่น้องเดินทางข้ามภูเขาและแม่น้ำเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน ก่อนจะมาถึงหมู่บ้านไป๋อวิ๋น”
หลังจากฟังคำบรรยายของมู่ชวนแล้ว หลี่เยว่หานก็ยิ่งรู้สึกงงงวยมากขึ้น “อาเมิ่งของเจ้าเป็นคนพิเศษงั้นหรือ?”
“เท่าที่ข้าจำได้ อาเมิ่งเป็นนักล่า” มู่ชวนพูดอย่างจริงจัง “ถ้ามีอะไรแตกต่างออกไป แสดงว่าศิลปะการต่อสู้ของอาเมิ่งนั้นดีมาก”
“ว่ากันว่าผู้ที่เก่งศิลปะการต่อสู้เป็นพิเศษจะมีการได้ยินที่ดีกว่าคนอื่น ๆ” หลี่เยว่หานพึมพำ “ถ้าอย่างนั้นเรากำลังคุยกันที่ลานบ้าน อาเมิ่งของเจ้าก็ได้ยินทุกอย่างแล้ว!”
เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ หลี่เยว่หานจึงรีบดึงมู่ชวนออกจากลานด้านใน
ขณะที่ทั้งสองคนออกจากลานด้านใน เมิ่งฉีฮ่วนก็เดินออกมาจากห้องของหลิงซี ในมือถือลัญจกรหยกที่ส่องแสงเรืองรองเอาไว้
เมิ่งฉีฮ่วนมองไปที่ประตูของลานด้านใน ก่อนนำลัญจกรหยกกลับเข้าไปเก็บในห้อง จากนั้นก็เดินออกมาจากลานด้านใน โดยถือชามเปล่าที่เขากินเสร็จแล้วตรงไปที่ห้องครัว
ในเวลานี้ หลี่เยว่หานกำลังจดจ่ออยู่กับการศึกษาพริกป่าที่ตนนำกลับมา และไม่ได้สังเกตเห็นการมาถึงของเมิ่งฉีฮ่วนเลย ทางมู่ชวน ซึ่งนั่งยอง ๆ ข้าง ๆ คอยดูการเคลื่อนไหวของนางก็จริงจังเช่นกัน พวกเขาจึงไม่ได้สังเกตว่ามีคนเข้ามา
“พรุ่งนี้ข้าต้องพรวนดินในสวนหลังบ้านให้หมดเพื่อที่จะได้ปลูกพริกป่า” หลี่เยว่หานห่อรากของพริกด้วยดินสีดำที่เธอเพิ่งขุดมา ก่อนถอนหายใจ “สวน