แต่ก็แอบซ่อนมือที่เพิ่งโดนบาดเอาไว้ด้านหลัง
หลี่เยว่หานย่อมสังเกตเห็นการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ของเขา แต่เธอก็ไม่คิดจะเปิดโปง หญิงสาวหันไปหั่นมันฝรั่งเป็นเส้น ก่อนจะถามออกมา “มีพริกหรือไม่? ข้าจะทำมันฝรั่งผัด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ว จงเจิ้งมู่ชวนก็แสดงสีหน้าฉงน “อะไรคือพริก?”
“…” หลี่เยว่หานแทบจะสำลักเพราะคำพูดของเขา เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในสมัยราชวงศ์ที่ไม่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ยุคนี้ไม่เพียงแต่ไม่มีพริกเท่านั้น แต่มันฝรั่งยังถูกเรียกว่ามันหวาน ไม่รู้ว่ามันหวานที่แท้จริงไปอยู่แห่งใด สิ่งเหล่านี้ทำเอาเธอรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าไปหมด
“ปกติเจ้าเอามันฝรั่…มันหวานไปทำสิ่งใด?” หลี่เยว่หานถามขึ้นมา
“ลวกน้ำก่อนจะนึ่ง จากนั้นก็นำมาใส่เกลือแล้วบดให้เละ” จงเจิ้งมู่ชวนตอบกลับอย่างซื่อตรง
ได้ยินแล้ว หลี่เยว่หานก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “นึ่งได้เลย ไม่จำเป็นต้องลวกน้ำก่อน”
“โอ้…” ทักษะการทำอาหารของจงเจิ้งมู่ชวนเกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่มีผู้ใดเคยสอนเขา หลังจากได้ยินคำกล่าวของหลี่เยว่หาน เขาก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าไปก่อไฟเถอะ ข้าจะไปทำกับข้าว” หลี่เยว่หานสำรวจสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดที่มีอยู่ในครัวอย่างละเอียด ภายในใจครุ่นคิดสิ่งที่จะทำ จากนั้นก็ไล่ให้จงเจิ้งมู่ชวนที่อยู่ด้านข้างตนไปจุดไฟ
“ร่างกายท่านเพิ่งหายดี ยังไม่ควรทำงาน” จงเจิ้งมู่ชวนยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้