่อได้ยินเช่นนั้น จงเจิ้งมู่ชวนจึงรู้สึกมึนงงขึ้นมา
นำยาในมือวางไว้ด้านข้าง จงเจิ้นมู่ชวนปีนขึ้นไปบนเตียงของหลี่เยว่หาน พยายามออกแรงประคองศีรษะของหลี่เยว่หานขึ้นมา หลังจากเอาหมอนรองใต้ศีรษะของนางไว้แล้ว จึงค่อย ๆ ป้อนยาเข้าไปในปากของนางทีละนิด
ถึงแม้ว่าจงเจิ้งหลิงซีเห็นว่าจงเจิ้งมู่ชวนกำลังลำบากเช่นนี้ จนคิดอยากจะช่วย แต่เมื่อคิดได้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคู่แข่งของตน ก็ทำเพียงกัดฟันไว้ไม่ขยับกายใด ๆ อีก
หลี่เย่วหานไม่รู้ว่าตนหมดสติไปนานเพียงแต่ แต่รู้สึกเพียงแค่ทั้งร่างกายแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย ความทรงจำครั้งสุดท้ายยังคงเป็นภาพที่ตนกำลังนอนอาบแดดอยู่
จนเมื่อสัมผัสรสขมในปากมันจึงปลุกให้เธอได้สติขึ้นมา หญิงสาวก็ได้มาถึงบ้านตระกูลเมิ่งเป็นเวลาสองวันแล้ว
เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนที่หลี่เยว่หานจะได้พบกับใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยตรงหน้า แต่ที่น่ากลัวก็คือ เด็กน้อยคนนี้กำลังบีบริมฝีปากของนาง และค่อย ๆ ป้อนยาเข้ามาทีละน้อย
นี่มันอะไรกัน?
เกิดเรื่องอะไรขึ้น?
เกิดสิ่งใดขึ้นกัน?
หรือจะทะลุมิติมาอีกแล้ว?
ครั้งนี้เป็นเรื่องใดอีก?
เป็นแม่ม่ายกับลูกชายหรือ???
ในใจของหลี่เยว่หานเต็มไปด้วยคำถามทันที
“โอ้ ในที่สุดก็ฟื้นแล้ว!” เมื่อเด็กชายตัวน้อยเห็นหลี่เยว่หานลืมตาขึ้นมา ดูเหมือนจะโล่งใจ จากนั้นจึงหันไปพูด “หลิงซี! หลิงซี! นางฟื้นแล้ว!”
ในตอนนี้ หลี่เยว่หานยังไม่เข้าใจว่าตอนนี้เกิดอันใดขึ้น