่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงหัวเราะออกมา “ใกล้ตายเช่นนี้ยังมีค่าถึงเจ็ดสิบตำลึงหรือ?”
หวังเฟิ่งรู้สึกพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง
“หากพวกเจ้าไม่คิดคืนเงินนั้นย่อมได้” เมิ่งฉีฮ่วนพูดขึ้นมาอีกครั้ง “หรือจะใช้บ้านของพวกเจ้าชดใช้หนี้แทนเสีย ข้าก็จะรับไว้”
“นี่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” หวังเฟิ่งรีบคำนับลงพื้นดินอย่างรวดเร็ว “ถ้าหากพวกท่านยึดบ้านของพวกเราไป ครอบครัวเราจะไปอยู่ที่ใดกัน!”
“นั่นเป็นเรื่องที่ข้าต้องคิดด้วยหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนพูดอย่างไม่แยแส “คนที่ติดหนี้ข้าคือคนของพวกเจ้า นางใกล้จะตายแล้ว พวกเจ้าก็คิดที่จะไม่จ่ายหนี้หรือ?”
“พวกเราจะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน…”
“ไม่กล้าก็ดี” หวังเฟิ่งพูดยังไม่ทันจบก็ถูกเมิ่งฉีฮ่วนพูดตัดบทขึ้นมาเสียก่อน “ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งวันในการย้ายออกไปจากที่นี่”
เมื่อเห็นท่าทางการพูดอย่างแน่วแน่ของเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว หวังเฟิ่งไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีที่มาที่ไปอย่างไร จึงไม่กล้าที่จะทำให้ขุ่นเคืองใจนัก แต่นางก็ไม่สามารถนำบ้านไปใช้หนี้แทนหลี่เยว่หานได้เช่นกัน
นางกรอกลูกตาไปมา ก่อนจะคิดแผนการบางอย่างออก “ท่านทำเช่นนี้ได้หรือไม่ ในเมื่อเยว่หานยังไม่ตาย ท่านนำตัวนางไป และครอบครัวเราจะมอบเงินให้นางอีกเล็กน้อย ก็เท่ากับเป็นการชดใช้หนี้นี้แล้ว?”
“เจ้าฝันไปเถิด” เมิ่งฉีฮ่วนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หลี่เยว่หานและบ้านของพวกเจ้า ข้าต้องการมันทั้งหมด”
“นายท่าน! ท่านคิดให้ดี ๆ เถิด!”