่างเกียจคร้าน แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
“ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่! ก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ เจ้าไม่คิดจะพูดอะไรเลยหรือ! นังสารเลว เจ้ารีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
หวังเฟิ่งพูดพลางยื่นมือไปจับหลี่เยว่หานไว้ แต่กลับถูกอีกฝ่ายใช้ฝือมือปัดออกไป
“ท่านตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานหลับตาพลางเอ่ยถามขึ้นมา
หวังเฟิ่งรู้สึกโมโหเดือดดาลขึ้นมาทันที “เจ้าแช่งให้ใครตายกัน!”
“หากยังไม่ตายก็หยุดเห่าหอนเสียสิ” น้ำเสียงของหลี่เยว่หานนิ่งเรียบไม่สั่นไหว “ข้าเป็นคนเสียสติที่เมื่อท่านเห่าหอน ข้าก็รู้สึกว่าอยากแทงท่านขึ้นมาเสียอย่างนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเฟิ่งจึงชะงักไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองหลี่หรงหรง
ท่าทางของสองแม่ลูกดูหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
น้ำเสียงการพูดของหลี่เยว่หานดูนิ่งสงบเกินไป ราวกับการแทงคนกลายเป็นเรื่องปกติทั่วไปเรื่องหนึ่ง จะทำให้พวกนางไม่หวาดกลัวได้เช่นไร!
“อย่ามาแสร้งหลอกลวงพวกข้าเช่นนี้!” หวังเฟิ่งอาจจะเสียสติไปแล้วจริง ๆ นางจึงยื่นมือออกไปจับผมของหลี่เยว่หาน “เจ้าทำให้น้องสาวของเจ้าหวาดกลัวจนเป็นเช่นนี้แล้ว ยังมีหน้ามานอนหลับลงได้อยู่อีกหรือ รีบลงมาก้มหัวสำนึกผิดต่อข้าบัดเดี๋ยวนี้!”
แต่น่าเสียดายที่หลี่เยว่หานได้เตรียมรับมือไว้ก่อนแล้ว เมื่อหวังเฟิ่งยื่นมือจะไปจับผมของเธอ หญิงสาวก็นั่งลงเสียก่อน ทำให้หวังเฟิ่งจับได้เพียงอากาศที่ว่างเปล่า เมื่อเป็นเช่นนั้นอีกฝ่ายก็ยิ่งโมโหขึ