้นมา
“ท่านคิดเรื่องนี้ดูให้ดี ๆ นี่ไม่ได้เป็นเพราะบุตรสาวของท่านดูถูกตัวเองเสียก่อนหรอกหรือ แล้วข้าจะทำให้นางหวาดกลัวได้อย่างไรกัน? ข้าไม่ได้วางยานางและก็ไม่ได้ส่งนางไปลงสระน้ำ ท่านว่าข้าพูดถูกหรือไม่” หลี่เยว่หานแสยะยิ้มพลางมองหวังเฟิ่งจนอีกฝ่ายรู้สึกหวั่นในใจ
และตอนนี้ ในที่สุดแล้วหลี่หรงหรงก็ถูกหลิ่วจื้อหย่วนเตะกระเด็นออกมา หวังเฟิ่งจึงยอมรับไม่ได้ จนต้องตะโกนร้องให้หลี่เยว่หานก้มหัวสำนึกผิดให้แก่ครอบครัวหลี่ อีกฝ่ายทรุดตัวลงกับพื้นพลางตะโกนก่นด่าออกมาเสียงดัง
หลี่เยว่หานมองหวังเฟิ่งที่เหมือนกำลังนั่งไว้ทุกข์พลางนึกตลกขึ้นมาอยู่ภายในใจ
หลี่หรงหรงที่ยืนอยู่ข้างกายหวังเฟิ่ง จ้องมองหลี่เยว่หานด้วยขอบตาแดงที่ยังร้อนผ่าว ราวกับรอให้หลี่เยว่หานพูดออกมา
แสงแดดในช่วงต้นฤดูร้อนยังคงรุนแรงอยู่เล็กน้อย หลี่เยว่หานที่นอนอาบแดดได้เพียงครู่หนึ่งก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาทั่วร่างกาย หญิงสาวไม่คิดที่จะยุ่งกับสองแม่ลูกคู่นี้อีก จึงคิดจะเดินกลับไปยังห้องของตน
เมื่อชันกายลุกขึ้น หลี่เยว่หานรู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย รู้สึกหน้ามืดจนล้มลงบนพื้นและหมดสติไปในที่สุด
หวังเฟิ่งและหลี่หรงหรงได้ยินเสียง ‘ตูม’ ดังขึ้นมา จึงอดตกใจจนกระโดดออกมาไม่ได้
พวกนางเห็นเพียงหลี่เยว่หานนอนนิ่งอยู่บนพื้น โดยไม่ขยับร่างกายราวกับคนตาย หวังเฟิ่งจึงกลืนคำต่อว่าลงไป แล้วหันไปมองหน้าหลี่หรงหรงแทน
“ท่านแม่ หลี่เยว่หานกำลังเ