ล่นตลกอะไรอยู่…” หลี่หรงหรงกลืนน้ำลายลงคอไป เอ่ยถามหวังเฟิ่งด้วยความหวาดกลัว
หวังเฟิ่งส่ายศีรษะราวกับไม่รู้เรื่องใด ๆ ลุกขึ้นยืนพลางใช้เท้าสะกิดหลี่เยว่หานที่นอนอยู่บนพื้น “นี่! อย่ามามาแสร้งแกล้งตายที่นี่นะ!”
หลี่เยว่หานไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย
“ท่านแม่ หรือหลี่เยว่หานจะตายแล้ว?” หลี่หรงหรงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หวังเฟิ่งจึงอดไม่ได้ที่จะตาลุกวาวขึ้นมา รีบย่อกายนั่งลงและพลิกตัวของหลี่เยว่หานให้นอนหงายขึ้น
นางพบว่าใบหน้าของหลี่เยว่นั้นซีดไร้สีเลือด ริมฝีปากซีด หลี่หรงหรงจึงยื่นมือไปลองอังจมูกของนางดู หญิงสาวตกใจมากจนดึงมือกลับเข้ามาทันที “ท่านแม่ นางเหมือนจะไม่หายใจแล้ว!”
“หึ!” หวังเฟิ่งลุกขึ้นยืน ใช้เท้าออกแรงเขี่ยไปบนร่างของหลี่เยว่หาน “สมควรจะตายตั้งนานแล้ว ตัวซวย! หรงเออร์ไปหาเสื่อผืนเก่า ๆ สักผืนมาห่อศพนังสารเลวนี่แล้วเอาไปโยนด้านหลังภูเขาให้หมามันกินไปเสีย!”
เมื่อสิ้นเสียงลง หลี่ต้าเฉิงก็เดินออกมาพอดี
พึ่งเดินออกจากห้องมาเมื่อได้ยินคำพูดของหวังเฟิ่งจึงอดขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้ “หวังเฟิ่ง เจ้าบอกว่าจะเอาผู้ใดไปโยนหลังภูเขาให้หมามันกินกัน?”
เมื่อได้ยินเสียงของหลี่ต้าเฉิง หวังเฟิ่งจึงเปลี่ยนสีหน้าไปในทันที “ท่านพี่ ยัยหนูเยว่หานไร้ลมหายใจเสียแล้ว…”
เมื่อหลี่ต้าเฉิงได้ยินเช่นนั้น ก็รีบสาวท้าวเข้าไปหาตรงที่พวกนางอยู่อย่างรวดเร็วทันที เขาย่อกายนั่งลงพลางยื่นมื