ชันภูติจะมีเวลา แต่นางไม่มีอารมณ์ทำ
“ถึงอย่างไรข้าก็เป็นผู้มีพระคุณของเขา ปัญหาเล็กน้อยแบบนี้ราชันภูติคงไม่ใส่ใจ” จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ ไม่ไปคิดถึงเรื่องบนแผ่นหลังราชันภูติอีก
ตอนนี้เลื่อนเป็นขั้นกำเนิดใหม่ช่วงกลางแล้วก็สามารถไปจากถ้ำโทรมๆ แห่งนี้ได้ ไปโลกวิญญาณอื่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ
พั่งจื่อนั่งอยู่ด้านข้าง เอียงหัวมาบอกเสี่ยวหวั่นที่พัวพันมันขอออกไปเล่นข้างนอก “อ๊บๆ”
“ผู้อื่นฟังไม่เข้าใจ ท่านลุงกบกำลังพูดว่าอะไร?” เสี่ยวหวั่นส่ายศีรษะมีสีหน้าสงสัย
พั่งจื่อได้แต่ล้วงป้ายออกมาอันหนึ่ง แล้วเขียนบนป้าย ส่วนเสี่ยวหวั่นเอียงศีรษะมองพลางครุ่นคิด “ต่อให้เจ้าหมอนั่นพูดแบบนั้น วาดของพรรค์นั้นบนหลังผู้อื่นต้องถูกเคียดแค้นแน่ ตอนนี้ไม่มีทางแก้ไขจึงตัดสินใจแกล้งโง่”
“พั่งจื่อ! เจ้าพอสักทีได้หรือไม่ ยังมีหน้ามาพูดอีก หากมิใช่เจ้ามือว่างแต้มลงไปหลายขีด คงไม่มีตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดหรอก!” จินเฟยเหยาเบ้ปากด่าทออย่างอารมณ์ไม่ดี
ตอนนั้นหลังจากนางวาดเสร็จพบว่าเหมือนบุรุษสามคนจริงๆ อีกทั้งความเคลื่อนไหวยังน่าเกลียด ทว่าไม่มีตำแหน่งสำคัญ พั่งจื่อฉวยโอกาสที่จินเฟยเหยาแอบเกียจคร้านยกพู่กันขึ้นวาดลงบนแผ่นหลัง