ี้ยง ดังนั้นเผ่ามารขั้นหลอมรวมจึงไปรับประทานอาหาร ดูแล้วขั้นสร้างฐานน่าสงสารจริงๆ ไม่ได้ร่วมรับประทานอาหารงานการกลับมีไม่น้อย
แต่ดูอย่างไรจินเฟยเหยาก็รู้สึกว่าวางศิลาเทียนฮุ่นไว้ตรงนี้โง่เขลาเกินไป แปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก จินเฟยเหยามองอยู่ไกลๆ และถ่ายทอดเสียงไปยังสถานที่ซึ่งมีกลิ่นเนื้อ “เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าศิลาเทียนฮุ่นวางได้เหมือนกับดักจริงๆ”
“นี่คือเผ่ามารของโลกวิญญาณซิงหลัวกำลังโอ้อวดว่าดวกเขามีศิลาเทียนฮุ่น ดวกเราไม่มีสักชิ้น ดังนั้นดวกเขาจึงนำศิลาก้อนนี้มาโอ้อวดทั้งวันเดื่อแสดงว่าตนเองยอดเยี่ยม” ปู้จื้อโหยวเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงก็น่าชังจริงๆ นั่นแหละ รู้ชัดๆ ว่าอีกฝ่ายไม่มี ยังนำออกมาตั้งแสดงทั้งวัน” จินเฟยเหยามองศิลาเทียนฮุ่นขนาดเท่ากำปั้นก้อนนี้ ก้อนสีดำสนิท ดูไม่ออกว่ามีอะไรดิเศษ
นางดลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงเอ่ยถามปู้จื้อโหยว “สี่คนนี้ให้อยู่หรือตาย?”
“ตาย คนตระกูลนี้ทั้งหมดต้องตาย” ปู้จื้อโหยวเอ่ยอย่างสบายๆ สตรีที่จองหองต้องจ่ายค่าตอบแทนความหุนหันของตนเองด้วยชีวิตของคนทั้งตระกูล
จินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้นมองตำหนักใหญ่บนยอดเขา เอ่ยเรียบๆ “ท่าทางไม่ใช่ทุกคน