วจะเป็นอย่างไรบ้าง ดังนั้นจินเฟยเหยาจึงสอบถามปู้จื้อโหยว “มีไท่จื่อโซ่วที่เป็นหัวหน้าตัวหนึ่ง ที่ตัวใหญ่และเป็นแม่ เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เจ้าตัวเมียที่ปกติติดตามเจ้าหรือ ไม่ได้ยินนะ ไม่รู้ว่าหนีไปที่ใดแล้ว”
ปู้จื้อโหยวส่ายศีรษะ เขารู้สึกสนใจสัตว์ภูติที่มีนายเล็กน้อย เรื่องที่สนใจที่สุดคือเรื่องลับๆ ของคน ไม่สนใจเรื่องของสัตว์ภูติที่ไร้นายเลยสักนิด
ถามไม่ได้ความเรื่องต้านิว จินเฟยเหยาจึงเปลี่ยนมาถามประสบการณ์ของปู้จื้อโหยว ทว่าปู้จื้อโหยวกลับใช้คำพูดประโยคเดียวขับไล่นาง “เรื่องเศร้าในอดีตที่ไม่อยากหวนนึกถึง เอ่ยถึงขึ้นมาก็จะทำให้เสียใจ ไม่อยากเอ่ยถึงอีก”
ไม่อยากพูดเรื่องของตนเอง เขากลับแสดงจิตใจที่ชอบแอบมองไปทั่วทุกที่ เริ่มเล่าเรื่องน่าขำของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น เล่าเรื่องซุบซิบที่น่าสนใจให้จินเฟยเหยาฟังอีก
ในเมื่ออยากเล่าเรื่องของคนอื่นขนาดนี้ จินเฟยเหยาก็เอ่ยถามอย่างไม่เกรงใจ “เจ้ารู้จักคนที่ชื่อสยงเทียนคุนหรือไม่?”
ปู้จื้อโหยวเอ่ยตอบโดยไม่คิดทันที “รู้จักแน่นอน นี่เป็นบุคคลในตำนานเชียวนะ หน้าตาแบบนั้นกลับดูแลสำนักใหญ่ขนาดนี้ ครั้งที่แล้วเขาฉวยโอกาสร่วมมือกับเผ่