พริด ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าน่ากลัว เนื่องจากดูเหมือนทั้งสองคนเหมาะสมกันจริงๆ
จินเฟยเหยารีบส่ายศีรษะสลัดสองคนนี้ออกจากสมอง นางรู้สึกว่าเรื่องของโลกวิญญาณเป่ยเฉินมีมากมายจนทำให้คนรำคาญจริงๆ โชคดีที่ตนเองจากมาหลายปีแล้ว
เห็นจินเฟยเหยาไม่ส่งเสียง ในที่สุดก็หาคนรับฟังเรื่องที่อยากพูดอย่างสบายใจได้ ปู้จื้อโหยวผู้เล่าเรื่องที่ตนเองรู้แต่กลับบอกผู้อื่นไม่ได้อย่างเบิกบาน มองดูจินเฟยเหยาด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ ลองเอ่ยเรื่องที่เขาคิดว่าจินเฟยเหยาจะรู้สึกสนใจ “ข้าจำได้ว่าเจ้าเคยไปรับสินบนที่สำนักตงอวี้หวง อยากรู้ว่าสำนักนั้นตอนนี้เป็นอย่างไรหรือไม่”
จินเฟยเหยามองเขาโดยไม่ส่งเสียง สำนักตงอวี้หวงเป็นอย่างไร นางไม่ค่อยสนใจนัก นางเดินคนละเส้นทางกับคนเหล่านั้นมานานแล้ว ต่อให้รู้ก็ไม่มีความหมายใด
ปู้จื้อโหยวไม่สนว่าจินเฟยเหยาจะสนใจหรือไม่ เขาพูดแบบนี้เพื่อเป็นการอารัมภบทก่อน จะได้ปูทางให้เรื่องถัดไปเท่านั้น
จริงเสียด้วย เขาเริ่มพูดจ๋อยๆ ขึ้นมา “จู๋ซวีอู๋ ผู้อาวุโสของตำหนักซวีชิงที่เจ้าเคยไปอยู่ก่อนหน้านี้ออกจากสำนักไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ ไม่ได้ข่าวคราวมาร้อยปีแล้ว แม้แต่สงครามระหว่างเผ่ามนุษย์และเผ่า