นางอิงเบาะกลมที่จินเฟยเหยานั่ง ฟูกใต้ร่างเป็นหนังสัตว์แห้งและกระดานแข็งๆ บนร่างคลุมหนังสัตว์ที่มีกลิ่นคาวเลือดและยังไม่ได้ผ่านกรรมวิธี ชีวิตในกระดองเต่ามืดมิดไร้แสงตะวันและอาศัยเพียงศิลาแสงจันทร์สองก้อน ทำให้ไห่หลันอินมีสายตาซึมเซาอยู่บ้าง
ที่จริงจินเฟยเหยาสงสัยยิ่ง เนื่องจากตีศีรษะนางทั้งวันใช่หรือไม่ จึงทำให้ไห่หลันอินโง่งมอยู่บ้าง
“สหายเซียนจิน พวกเราต้องเดินทางอีกเท่าไรจึงถึงเมืองซันจือ? สัตว์ปิศาจภายนอกเตะกระดองเต่าจึงกระแทกข้าจนสลบจริงๆ หรือ? เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าในกระดองเต่าชิ้นนี้น่าจะไม่ได้มีเพียงเราสองคน มักจะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างปรากฏขึ้นด้านหลังแล้วทุบข้าจนสลบ” ทันใดนั้น ไห่หลันอินก็เอ่ยอย่างช้าๆ
จินเฟยเหยาตบบ่านางด้วยสีหน้าห่วงใย “เจ้าอย่าคิดมากเกินไป หลายวันนี้ไม่สลบนี่นา ท่าทางสัตว์ปิศาจที่พบเจอจะค่อนข้างน้อย เชื่อว่าอีกไม่นานพวกเราก็สามารถออกไปได้ ถ้าเจ้าว่างไม่มีอะไรทำก็นั่งฝึกบำเพ็ญ พรุ่งนี้พวกเราก็จะออกไปได้แล้ว”
ไห่หลันอินนั่งกอดเข่าและเอาศีรษะพิงเข่า เอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง “เจ้าอย่าหลอกข้าเลย ข้าอยู่ในกระดองเต่าชิ้นนี้มาเกือบหนึ่งปีแล้ว ถ้าสามารถออกไป