ามว่า “หลังจากศิษย์น้องหาเทาเที่ยพบ คิดจะจัดการอย่างไร ต้องการสัตว์หรือต้องการคน?”
“ศิษย์พี่ต้องการคนหรือต้องการสัตว์?” จู๋ซวีอู๋เอ่ยถาม
ฉือชางเจินเหรินถามกลับด้วยสีหน้าเข้มงวด “คนสามารถให้สำนักเราใช้สอยได้หรือไม่?”
จู๋ซวีอู๋เชิดหน้าขึ้น เอ่ยอย่างชืดชาประโยคหนึ่ง “ไม่ได้” จากนั้นก็ออกจากตำหนักเซียวเทียนไปโดยไม่หันหน้ามา
หลังจู๋ซวีอู๋จากไป มีผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้น “ศิษย์พี่ หรือว่าจะมอบให้ศิษย์น้องจู๋แบบนี้?”
ฉือชางเจินเหรินยักไหล่ บอกกับพวกเขาว่า “เรียกผู้อาวุโสทั้งหมดมา ไม่ต้องเรียกศิษย์น้องจู๋”
“ขอรับ”
“คิดไม่ถึงว่าข้ายังไม่ตาย นี่คือ…ฝน?” จินเฟยเหยาค่อยๆ ลืมตา รู้สึกว่าหนังตาหนักอึ้ง นางพยายามลืมตา ก็มองเห็นท้องฟ้าสีเทาขมุกขมัว หยาดฝนจำนวนมากกำลังตกต้องใบหน้า
นิ้วขยับไม่ได้ ปากพูดไม่ออก จินเฟยเหยานอนอยู่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อน ขยับศีรษะไม่ได้เลยสักนิด มองท้องฟ้าและปล่อยให้หยาดฝนกระทบใบหน้าอย่างต่อเนื่องอยู่แบบนี้
นี่คือสถานที่ใด? ตลอดร่างของจินเฟยเหยาขยับไม่ได้ มีเพียงลูกตาที่ขยับได้ นางพยายามกลอกตามองไปรอบด้าน พืชพรรณขึ้นหนาทึบ ต้นไม้ใหญ่สูงระฟ้า ราวกับเป็นป่าทึบผืนหนึ่งที่มีคนอาศัยอยู่เบ