น” จินเฟยเหยาปล่อยศิษย์เฝ้ายามคนนั้น คารวะผู้อาวุโสของสำนักฉีเทียนสามท่าน แล้วรีบวิ่งเข้าประตูเรือเหาะที่กำลังจะบินขึ้น
จินเฟยเหยาเพิ่งก้าวเข้าไปในเรือ ประตูเรือก็ปิด จากนั้นมีศิษย์สำนักฉีเทียนซึ่งมีพลังการบำเพ็ญเพียรขั้นหลอมรวมช่วงปลายอายุสามสิบกว่าปีคนหนึ่งยืนอยู่ด้านข้าง เอ่ยวาจาเย็นชากับนาง “ขอเชิญสหายเซียนทางนี้ ตามข้าไปที่ดาดฟ้าพบศิษย์พี่ศิษย์น้อง”
“ขอบคุณศิษย์พี่ ทำให้พวกท่านต้องรอแล้ว” ถึงแม้จินเฟยเหยาจะรู้สึกไม่พอใจเขาก็ยังยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
ทว่าผู้อื่นไม่ให้เกียรตินางสักนิด ยังเอ่ยอย่างเฉยชาดังเดิม “เจ้าไม่ต้องขอบคุณ ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่ได้คิดจะรอเจ้า”
“แบบนี้เอง เช่นนั้นข้าคงโชคดี ถือว่ามาทัน” หลังจินเฟยเหยาเอ่ยคำพูดนี้จบ ผู้บำเพ็ญเซียนคนนั้นก็ไม่พูดกับนางอีก นำนางเดินขึ้นบันไดไม้ไปดาดฟ้า
เรือเหาะลำนี้เล็กมาก ยาวไม่ถึงหนึ่งร้อยจั้ง ยังขาดอีกหนึ่งจั้ง ในตัวเรือแบ่งเป็นสองชั้นใช้บันไดไม้เชื่อม ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ชั้นล่างสุด
ที่นี่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย เหมือนห้องเก็บสินค้าอย่างยิ่ง ถ้าเป็นเรือธรรมดาจินเฟยเหยายังเข้าใจได้ ทว่าผู้บำเพ็ญเซียนคนใดบ้างไม่มีถุงเฉียนคุนที่สามา