อบขโมยกินสัตว์ภูติแล้ว ยังเพิ่มหัวข้อสนทนาแพร่สะพัดออกไปอย่างลับๆ อีกเรื่อง
ทั้งสองคนมาถึงตำหนักเซียวเทียน อวี้จูหาข้ออ้างหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เห็นนางกระโดดขึ้นอินทรีสีขาวหิมะอย่างลนลานจนเกือบจะตกลงมาอย่างอเนจอนาถ จินเฟยเหยาก็เบ้ปากและบ่นพึมพำ “ข้าก็บอกนางแล้วว่าเด็กเกินไป จะไม่กินนาง ยังกลัวจนกลายเป็นแบบนี้ทำไม อย่างน้อยก็ต้องควบรวมจินตันจึงสามารถกินได้”
เดินเข้าห้องโถงประชุมของตำหนักเซียวเทียน วันนี้จินเฟยเหยาพบว่ามีคนมาไม่มาก นับรวมเจ้าสำนักฉือชางเจินเหรินแล้ว ทั้งหมดมีเพียงห้าคน อีกทั้งพวกเขายังมีสีหน้าอ่อนโยนยิ้มแย้ม ดูแล้วไม่เหมือนระดมกำลังมาปราบปรามจริงๆ
“ศิษย์น้องเล็กมาแล้ว เชิญนั่ง” เจ้าสำนักเรียกนางว่าศิษย์น้องเล็กอย่างขัดเขิน เรื่องนี้มอบให้ลั่วฝานเจินเหรินแห่งตำหนักฉางเล่อซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่อีกคนหนึ่ง
ลั่วฝานเจินเหรินหน้าตาซื่อสัตย์จริงใจ ทักทายจินเฟยเหยาอย่างกระตือรือร้น
จินเฟยเหยาที่ถูกปั้นหน้าเย็นชาใส่มาตลอด รู้สึกตกใจที่ได้รับความโปรดปราณอย่างคาดไม่ถึง ไม่มีอะไรก็มาทำดีด้วยมิใช่มีเจตนาร้ายก็คงคิดจะขโมยของ[1] คนเหล่านี้วางแผนบ้าๆ อะไรอีกล่ะ
จินเฟยเหยานั่งลงบนเก้าอี้ มองคนทั้งห้าอย่างระแวดระวัง คงมิใช่จะจับข้าที่นี่ จากนั้นฉวยโอกาสที่จู๋ซวีอู๋ไม่อยู่สับข้าหรอกนะ
เห็นนางตื่นตัวและระวังป้องกัน ลั่วฝานเจินเหรินก็ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ศิษย์น้องเล็กไม่ต้องเครีย