ยดอยู่เต็มไปหมดจริงๆ ทุกคนไม่ยอมขึ้นชั้นบน ทว่านั่งรอคนมารับอยู่ด้านล่างอย่างกระวนกระวาย
บรรยากาศในตำหนักซวีชิงแห่งสำนักตงอวี้หวง คงจู๋อู๋เดินไปเดินมาในตำหนักอย่างร้อนใจ เห็นได้ชัดว่าหงุดหงิด ศิษย์ส่วนมากต่างก็ยืนอยู่ในตำหนักมองดูเขาเดินไปเดินมา
“อาจารย์ ไม่ต้องออกไปค้นหาหรือ?” โม่อวี่จู๋เอ่ยอย่างไม่รีบไม่ร้อนด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
คงจู๋โหย่วก็เอ่ยกับศิษย์พี่ของตนเองที่ลำบากลำบนมาทั้งวัน “ข้าว่านะศิษย์พี่ ท่านหยุดเดินได้หรือไม่ ท่านเดินไปเดินมาแบบนี้ ทำให้ข้าหงุดหงิดแล้ว หลายวันก่อนท่านเพิ่งบอกให้วางใจ ไม่ต้องสนใจนาง นางอยากจะทำอะไรก็ตามใจ ตอนนี้แค่ยังไม่กลับมาสามวัน ท่านจะร้อนใจอะไร”
“ไม่ใช่ข้าคิดจะร้อนใจ เจ้าสำนักและผู้อาวุโสของแต่ละตำหนักบอกให้ข้ามอบคนออกมา พวกเขาอยากสอบถามนาง ข้าอยากรีบหานางให้พบ คิดจะเตี๊ยมบทสนทนาให้เหมือนกันก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าให้พวกเราชดใช้ค่าสัตว์ภูติเหล่านั้น ถึงตอนนั้นคงให้พวกเจ้ามอบไผ่ซวีชิงในมือมาขายใช้หนี้” คงจู๋อู๋ขมวดคิ้วแน่น รู้สึกปวดศีรษะ
“ไม่ได้ ถ้ามอบไผ่ซวีชิงออกไปแล้วพวกเราจะใช้อะไร? สิ่งนี้หลอมเป็นของวิเศษแก่นชีวิตแล้ว ถ้าจะมอบก็ได้แต่มอบไผ่วั่นคง ส่วนไผ่ซวีชิงไม่ได้เด็ดขาด” พอคำพูดนี้ออกมา ศิษย์ด้านล่างไม่ยินยอมทันที
ในเวลานี้ มีแสงสีทองสายหนึ่งวูบเข้ามาในตำหนัก บินมาหาคงจู๋อู๋ทันที
“ยันต์ถ่ายทอดเสียง?” คงจู๋อู๋ยื่นมือไปรับยันต์ถ่ายทอดเสียงแล้วฉีกออ