งเจ้าไหว เจ้ากินให้อิ่มอย่างวางใจเถอะ”
คนผู้นี้คือเว่ยอี้ พอดีเป็นหัวหน้าผู้ดูแลอยู่ในโรงอาหารของตำหนักฉวนฝ่า เขาไม่ชอบฝึกบำเพ็ญมาตลอดชีวิต เพียงชอบอาหารอร่อย หลังสร้างฐานแล้วจึงใช้เวลาทั้งหมดค้นคว้าด้านอาหารเลิศรส พลังการบำเพ็ญเพียรจึงรุดหน้าอย่างเชื่องช้ายิ่ง
คนเช่นนี้เหมาะสมจะเป็นศิษย์ทำธุระที่สุด ไม่รู้สึกว่าการรับภาระหน้าที่กินเวลาฝึกบำเพ็ญเพียร ถ้าให้พวกชอบฝึกบำเพ็ญและไม่ชอบทำธุระแบบไป๋เจี่ยนจู๋ไปทำงานจิปาถะ เป็นไปได้ว่าไม่กี่วันก็ทำเสียเรื่อง
ศิษย์พี่หลิวยืนอยู่ด้านข้างเว่ยอี้ เช็ดหางตาเอ่ยอย่างห่วงใยเช่นกัน “เจ้าค่อยๆ กิน ไม่ต้องรีบ น่าสงสารจริงๆ”
“พูดเรื่องอะไร ใครทรมานนาง?” จู๋ซวีอู๋มองอย่างไม่เข้าใจ มีอะไรหรือ ที่แท้ทำอะไรอีก คิดไม่ถึงว่าจะให้ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณและขั้นสร้างฐานสงสารและเห็นใจผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมรวมได้
ไม่รอให้เขาไปหาไป๋เจี่ยนจู๋และถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ไป๋เจี่ยนจู๋ก็เบียดมาอยู่ข้างกายเขาอย่างสงบนิ่งแล้ว “ซือจู่ ท่านมาแล้ว”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?” จู๋ซวีอู๋เอ่ยถามอย่างงุนงง
ไป๋เจี่ยนจู๋มีสีหน้าจนปัญญา ได้แต่เล่าให้จู๋ซวีอู๋ฟังอย่างช้าๆ ที่แท้หลังจากพวกเขามาโรงอาหาร จินเฟยเหยาก็โยนพั่งจื่อและต้านิวออกมา เลือกนั่งโต๊ะที่ติดกับห้องครัวที่สุดเตรียมตัวกินอย่างเต็มที่
ศิษย์เหล่านั้นยังไม่ได้ยินเรื่องที่เมื่อวานจินเฟยเหยากินงานเลี้ยงของเจ้าสำนักอย่างสิ้น