“เสี่ยวเหยา กินเป็นอย่างไรบ้าง ข้าไม่ได้หลอกเจ้าสินะ” จู๋ซวีอู๋นั่งลงข้างจินเฟยเหยาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มแฉ่ง
จินเฟยเหยาตบพุง พยักหน้าตอบรับ “พี่จู๋ไม่ได้หลอกลวง อาหารของสำนักตงอวี้หวงอร่อยจริงๆ มีมากเพียงใดข้าก็กินได้ ตอนนี้เพิ่งได้ครึ่งท้อง”
ได้ยินจินเฟยเหยาเรียกเขาว่าพี่จู๋ ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนก็เหงื่อตก ไหนบอกว่าเป็นบุตรสาว ถึงไม่ได้ให้กำเนิดเอง เรียกพ่อบุญธรรมยังดีกว่าเสแสร้งเรียกพี่
“ไม่เป็นไร กินไม่อิ่มก็ยังมีอีก” จู๋ซวีอู๋ถือป้ายหยกในมือพลางยิ้มตาหยี “ในนี้ล้วนเป็นบัตรเชิญของบรรดาศิษย์พี่แต่ละตำหนัก ให้เจ้าเป็นตัวแทนตำหนักซวีชิงเราไปเข้าร่วมงานเลี้ยง เจ้ากินอย่างเต็มที่ ขอมอบหน้าที่นี้ให้เจ้า”
“พี่จู๋ ท่านดีต่อข้ามากจริงๆ ขอบคุณ” จินเฟยเหยารับป้ายหยกมาอย่างปลื้มปีติ เอ่ยขอบคุณอย่างซาบซึ้ง
ส่วนผู้บำเพ็ญเซียน ณ ที่นั้นสีหน้าขาวซีดกันหมด บัตรเชิญ? ตำหนักซวีชิงจะให้ยายนี่ไปกินเลี้ยง?
เมื่อครู่ยังแอบหัวเราะเยาะเจ้าสำนักว่าสูญเงินไปจำนวนมาก ผ่านไปได้ไม่เท่าไรก็ถึงรอบของตนเองแล้ว บรรดาผู้อาวุโสขั้นกำเนิดใหม่เชิญแขกไม่มากนัก ยามนี้เพียงลอบยินดีที่ตนเองไม่ได้คิดจะจัดงานเลี้ยง
ทว่าศิษย์ขั้นหลอมรวมจำนวนไม่น้อยกลับนั่งไม่ติด พวกเขาล้วนส่งเทียบเชิญไป ทว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร เป็นเรื่องเล็กๆ จำพวกบรรลุขั้นหลอมรวมช่วงกลางหรืออนุภรรยาของศิษย์ผู้สืบทอดให้กำเนิดบุตร ถึงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทว่