ังคม น่าจะบอกว่าตำหนักซวีชิงนอกจากศิษยที่รับมาใหม่สิบคนแล้ว คนอื่นๆ ไม่ชอบเข้าสังคมเลยสักนิด ส่วนศิษย์ที่รับใหม่สิบคนนั้น หากมิใช่มีพลังการบำเพ็ญเพียรเพียงขั้นฝึกปราณ อยากจะไปเข้าร่วมงานสังคมก็ไม่มีสิทธิ์ และได้รับผลกระทบจากการที่ทุกคนเกลียดชังตำหนักซวีชิงจึงไม่ชอบมุดเข้าไปอยู่ในกลุ่มคน
คิดถึงว่าต่อไปไม่ต้องไปนั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนและพูดคุยไร้สาระกับผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ แบบหนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้มอีก ไป๋เจี่ยนจู๋ก็รู้สึกว่าจินเฟยเหยาเหมือนจะไม่ได้น่าชิงชังขนาดนั้นแล้ว อย่างน้อยหน้าตาของนางก็รื่นหูรื่นตากว่าสุกร
“บัตรเชิญที่ตำหนักอื่นๆ ส่งมามีเท่าใด?” ไม่รู้ว่าจู๋ซวีอู๋ลุกจากที่นั่งวิ่งมายังที่เขาตั้งแต่เมื่อใด โผล่ศีรษะมาเอ่ยถามพวกเขา
“ข้าจดไว้ในนี้ทั้งหมด มีแทบทุกวัน ดูเหมือนงานที่ช้าสุดต่อคิวไว้อีกหนึ่งปีให้หลัง” ไป๋เจี่ยนจู๋หยิบป้ายหยกในถุงเฉียนคุนออกมา เนื่องจากมีงานเลี้ยงมากมายทุกคนจึงส่งบัตรเชิญล่วงหน้า จดไว้รวมกันหมดแบบนี้กินครั้งหนึ่งลบทิ้งไปอันหนึ่งจะได้ไม่ผิดพลาด
“เอามาให้ข้า” จู๋ซวีอู๋รับป้ายหยกมา เดินไปหาจินเฟยเหยาด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
เวลานี้อาหารที่ขึ้นโต๊ะเป็นชุดสุดท้ายแล้ว ทุกคนล้วนมองดูนางอย่างสนุกสนาน วิธีกินแบบนี้น่าสนใจจริงๆ แน่นอนว่าพวกเขารู้มูลค่าของอาหารเหล่านี้ จึงแอบหัวเราะเจ้าสำนักที่ครั้งนี้ต้องขาดทุนอย่างหนัก จากนั้นจึงเห็นจู๋ซวีอู๋ถือป้ายหยกชิ้นหนึ่งเดินไปหา