าเมี่ยวอวี่เจินเหรินกลับเห็นจินเฟยเหยาวางสองมือบนต้นขา ไม่ได้กำลังกินอาหาร เมี่ยวอวี่เจินเหรินจึงยิ้ม นึกว่าจินเฟยเหยาหลงเสน่ห์เนื้อกวางจนกลายเป็นแบบนี้ กำลังคิดจะถามไถ่พลันรู้สึกไม่ถูกต้อง นางมองบนโต๊ะของจินเฟยเหยา พบว่าบนโต๊ะของจินเฟยเหยาเหลือเพียงจานเปล่า แม้แต่เปลือกหอมสักชิ้นก็ไม่มี จานหยกแกะสลักเหล่านั้น เกลี้ยงเกลาจนเป็นประกายวิบวับราวกับเคยล้างมาแล้ว
“นี่ นี่มันเรื่องอะไรกัน?” เมี่ยวอวี่เจินเหรินมองโต๊ะอันว่างเปล่า รู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่ง เมื่อครู่ยังมีอาหารเต็มโต๊ะชัดๆ เหตุใดชั่วเวลากินองุ่นเม็ดเดียว แม้แต่จานก็ล้างจนสะอาดแล้ว
จินเฟยเหยายิ้มให้เมี่ยวอวี่เจินเหริน จากนั้นทำท่าทางน่าสงสาร ใช้มือหยิบตะเกียบวาดวงกลมในจานอันว่างเปล่า นางที่นั่งอยู่ท่ามกลางผู้บำเพ็ญเซียนโดยบนโต๊ะว่างเปล่า ย่อมไม่รอดพ้นสายตาของคนอื่นๆ ศิษย์ที่ยกอาหารขึ้นโต๊ะก็ตะลึงงัน หลังสงสัยอยู่ครู่หนึ่งจึงเก็บจานเปล่าบนโต๊ะแล้วยกอาหารมาขึ้นโต๊ะใหม่อีกครั้ง
ศิษย์คนนี้เพิ่งวางน้ำแกงลิ้นนกเฟิ่งซีเชวี่ยบนโต๊ะ ก็เห็นจินเฟยเหยายกชามขึ้นวางลงตรงปากดื่มอึกๆ เมื่อวางชามลง ในชามก็ไม่มีอะไรเหลือเลย
“อา!” ศิษย์คนนี้อดร้องลั่นไม่ได้
“ตกใจทำไม เจ้าเพียงรับหน้าที่ยกอาหารขึ้นโต๊ะก็พอ” ฉือชางเจินเหรินขมวดคิ้วตวาดเบาๆ
ไม่รู้จักกฎระเบียบจริงๆ พวกผู้บำเพ็ญเซียนอิสระไม่เคยกินอาหารดีๆ ท่าทางการกินหยาบคายขนาดนี้ก็ช่วยไม่ได้ ตกใจหน้า