แรงอย่างหนึ่ง จู๋ซวีอู๋ตัวเตี้ยเกินไปไม่สามารถบังตนเองได้มิด ผิดกับพวกจอมมารหลง
จู๋ซวีอู๋รู้สึกได้ถึงความไม่เหมาะสมของจินเฟยเหยาจึงลากนางมานั่งลงตรงตำแหน่งข้างประตู และสั่งให้นางนั่งอยู่ตรงนี้อย่าขยับ ตนเองจะเดินไปข้างหน้าคนเดียว
ตำแหน่งของเขาอยู่หัวแถว ห่างจากเจ้าสำนักเพียงสามที่ จู๋ซวีอู๋ขอนั่งตำแหน่งท้ายสุดของผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่เนื่องจากเขาเจี๋ยหยวนอิงช้าที่สุด จึงถือว่าเป็นศิษย์น้องคนเล็กสุด ทว่าเจ้าสำนักกลับไม่ยินยอม คนที่ซุกซนขนาดนี้สมควรยกมานั่งหน้าสุดและจับตาดูบ่อยๆ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนครั้งที่แล้วขณะถามเขาถึงเรื่องโลกระดับดิน เขาจงใจแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเพราะนั่งอยู่ไกล ส่งเสียงเอะอะอยู่นานก็ถามไม่ได้ความกระจ่าง
“ศิษย์น้องจู๋ ครั้งนี้ออกไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ภายนอกเก็บเกี่ยวอะไรได้บ้าง?” ฉือชางเจินเหรินผู้เป็นเจ้าสำนักตีหน้าเคร่ง ถึงน้ำเสียงจะห่วงใย สีหน้ากลับเอ่ยถามอย่างเข้มงวด
จู๋ซวีอู๋นั่งอยู่บนเก้าอี้เอ่ยตอบตามสบาย “ไม่มีอะไรน่าสนุก เพียงรู้จักสหายหลายคน ผลเก็บเกี่ยวเพียงอย่างเดียวคือพาเด็กน้อยกลับมา”
“ได้ยินเบื้องล่างมารายงานว่า สตรีที่เจ้าพากลับมาคือบุตรสาวของเจ้า?” ฉือชางเจินเหรินหลุบตาสายตาแหลมคมมองทะลุลงครึ่งหนึ่ง
“ใช่” จู๋ซวีอู๋จ้องมองลวดลายบนเก้าอี้พลางเอ่ยปากตอบรับ
“เหลวไหล!” ฉือชางเจินเหรินพลันบริภาษ “เจ้ายังมีร่างบริสุทธิ์ เคล็ดวิชาเสวียนเทียนยังไม่ห