หวาหวั่นซีร่ำร้องเสียงดัง โบกมือเรียกสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณแก่นชีวิตของตนเองออกมา
ไม่ใช่สัตว์ตัวเล็กๆ สีดำที่จินเฟยเหยาเคยเห็นเมื่อหกสิบปีก่อน ทว่าเป็นสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณสีขาวหิมะและมีจุดสีแดงกระจายอยู่ทั่ว
จุดสีแดงที่หางตาของมันห้อยอยู่ด้านล่างหางตาราวกับน้ำตาโลหิต จุดสีแดงบนร่างก็สดใสงดงามจับตาราวกับโลหิตสดสาดกระเซ็น
หลังสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณสีแดงโลหิตร่อนลงพื้นก็อ้าปากร้องคำราม ส่วนหวาหวั่นซีคว้ากำแพง รูปสลักบนกำแพงกระพริบวาบ มีช่องแยกตรงกลางเปิดออกสองด้านราวกับเป็นประตูเผยให้เห็นคนที่นอนทับกันระเกะระกะด้านใน
จินเฟยเหยานั่งอยู่บนขื่อ มองลงมาจากที่สูงเห็นภาพภายในประตูได้ชัดเจน คนสิบแปดคนบ้างนั่งบ้างนอนอยู่บนพื้น บนร่างถูกเชือกปราณวิญญาณที่เปล่งแสงสว่างมัดไว้ คนเหล่านี้ล้วนมีพลังการบำเพ็ญเพียรขั้นหลอมรวม ใบหน้าของแต่ละคนราวกับยักษ์ พอเห็นประตูเปิดออก แต่ละคนล้วนมองหวาหวั่นซีด้วยสายตาดุร้าย
“นางมาร รีบปล่อยพวกเรานะ!” ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีที่ดูเจ้าเนื้อคนหนึ่งสะบัดผมสาดกระจายพลางด่าทอหวาหวั่นซี
“ฮึ!” หวาหวั่นซีส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชา กระดิกนิ้วชี้ใส่นาง
ผู้บำเพ็ญเซียนคนนี้พุ่งขึ้นมาทันที วูบมากระแทกลงเบื้องหน้าสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณสูงเท่าสามตัวคน สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณก้มหน้าลง อ้าปากใหญ่เท่าอ่างโลหิตกัดผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนนี้อย่างคุ้นเคยและไม่ลังเลเลยสักนิด เคี้ยวสองคำก็กลืนลงไป
ห