าก อีกทั้งจินเฟยเหยาปูหนังสัตว์ที่มีขนยาวจำนวนมากภายในถ้ำ บนร่างก็พันห่อไว้หลายชั้นทั้งยังใส่หินผลึกที่มีปริมาณความร้อนแนบร่างไว้จำนวนไม่น้อย
ฤดูหนาวหลายปีที่ผ่านมา พั่งจื่อและต้านิวล้วนหดตัวอยู่ในถุงสัตว์ภูติสามเดือนจึงยอมออกมา หลังจากค้นพบความลับของจินเฟยเหยา พวกมันก็ไม่ยอมเข้าไปในถุงสัตว์ภูติช่วงฤดูหนาวอีก
พอถึงฤดูหนาว จินเฟยเหยาก็ก่อกองไฟวางหอยสายรุ้ง จากนั้นก็นั่งห่มหนังสัตว์อยู่ข้างกองไฟกินเนื้อชาบูทั้งวัน นางดื่มสุราผลไม้พลางกินเนื้อชาบูร้อนๆ ด้านข้างมีนกปีกสวรรค์กำลังร้องจิ๊บๆ วันเวลาเล็กๆ คงไม่ต้องบอกว่ามีอิสรเสรีเพียงใด
น้ำแกงเหือดจนเหลือครึ่งหนึ่งก็ตักหิมะหนึ่งกำมือในหิมะที่กองตรงปากถ้ำ น้ำแกงในหม้อน้อยลงก็เติมหิมะ นางสามารถกินได้สามเดือนโดยไม่เปลี่ยน
ภายหลังพั่งจื่อและต้านิวก็ไม่ยอมเข้าไปในชีวิตอยู่ในถุงสัตว์ภูติอันมืดมิดอีก หม้อชาบูเปลือกหอยสายรุ้งเปลี่ยนจากหนึ่งใบเป็นสามใบ ไม้วิญญาณเผาจนหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว ที่ใช้ในเวลานี้คือต้นไม้ที่ตัดลงมาในฤดูใบไม้ผลิและเก็บรักษาไว้จนถึงตอนนี้
เนื้อสัตว์ที่แช่แข็งจนเหมือนก้อนหินกองอยู่ด้านข้างราวกับภูเขาลูกย่อมๆ เมื่ออยากกินก็ใช้มีดหั่นลงมาทำชาบูกิน กินไปกินมา นางพลันเงยหน้าขึ้นเอ่ยอย่างสงสัย “เพราะเหตุใด จึงดูเหมือนพวกเรากินอาหารกันตลอดทั้งปี ทั้งยังกินมาห้าหกปีแล้ว ข้าก็บรรลุขั้นสร้างฐานช่วงปลาย หรือว่าพวกเรากลายเป็นสุกร[1]แล้ว?”