เริ่มสรวลเสเฮฮาราวกับยกภูเขาออกจากอก มีเสียงจานชามตะเกียบกระทบกัน เสียงดนตรี และการร่ายรำอันงดงามครึกครื้นอย่างยิ่ง
ทว่าจินเฟยเหยากลับผิดปกติ นั่งบิดไปบิดมาเหลียวซ้ายแลขวาอย่างอดไม่อยู่
ปู้จื้อโหยวทนไม่ไหว ถ่ายทอดเสียงมาถามอย่างสงสัย “”เจ้าจะถ่ายเบา?”
“เจ้าสิจะถ่ายเบา! ข้าสร้างฐานแล้ว จะรีบถ่ายเบาได้อย่างไร!” จินเฟยเหยากลอกตาใส่ปู้จื้อโหยวอย่างดุร้าย
ทว่าปู้จื้อโหยวก็กลอกตาใส่นางเช่นเดียวกัน เอ่ยอย่างไม่พอใจ “ไม่ถ่ายเบา แล้วเจ้าจะนั่งอยู่ไม่สุขตรงนี้ทำไม?”
จินเฟยเหยามองไปรอบๆ จากนั้นแอบถ่ายทอดเสียงอย่างลับๆ ล่อๆ “ตอนนี้จอมมารหลงอยู่คนเดียว ข้าคิดจะฉวยโอกาสนี้ไปหาเขา”
“เจ้านี่ไม่รักชีวิตจริงๆ เมื่อครู่เขาเพิ่งผ่านหน้าเจ้าไปราวกับสายลมเย็นเยือก เจ้ายังจะหิ้วศีรษะไปหาเขาอีก วันๆ คิดอะไรอยู่!” ปู้จื้อโหยวหุนหันขึ้นมาในพริบตา คิดจะยกเท้าขึ้นเตะสมองนางหลายๆ ที ดูสิว่าด้านในบรรจุอะไรอยู่กันแน่
“เจ้าเอามุกเทียนจี้มาให้ข้าสิ ข้าจะไม่ไปหาเขา” จินเฟยเหยาเหล่มองเขา เอ่ยอย่างไร้ยางอาย
ปู้จื้อโหยววางตะเกียบกระดูกหยกในมือ พลันถ่ายทอดเสียงมาด้วยรอยยิ้มแฉ่ง “ข้าเดาว่าตอนท่านลุงออกไป จงใจเดินผ่านร่างเจ้าต้องคิดจะเรียกเจ้าไปหาแน่ นี่เป็นโอกาสอันดีเจ้าอย่าปล่อยไปเด็ดขาด ข้าจะช่วยดูแลที่นี่ให้ ถ้ามีคนถามถึงเจ้า ข้าจะบอกว่าเจ้าไปเข้าห้องน้ำ”
“เจ้า…เจ้าสหายชั่ว” จินเฟยเหยากัดฟัน คบสหายไม่ระวังจริงๆ
ปู้จื