ับใช้นาง”
คำพูดที่ปู้จื้อโหยวเอ่ยกับลุงเมิ่งล้วนใช้ภาษามนุษย์ราวกับเพื่อดูแลจินเฟยเหยา คนทั้งห้าไม่มีสีหน้าฟังไม่เข้าใจ โดยเฉพาะลุงเมิ่ง รีบใช้ภาษามนุษย์ตอบทันที “ใต้เท้าอาปู้วางใจได้ ข้าจะให้คนพาคุณหนูท่านนี้ไปเดี๋ยวนี้ ทางด้านใต้เท้าไหวข้าได้ส่งคนไปแจ้งแล้ว ยามนี้นางกำลังอยู่ในห้องโถงด้านหน้า หากได้พบใต้เท้าต้องปีติยินดีอย่างยิ่งแน่นอน”
“อืม” ปู้จื้อโหยวพยักหน้าอย่างมีมาด จากนั้นมองจินเฟยเหยาที่ตึงเครียดนิดๆ แล้วเอ่ยว่า “เจ้ากลัวอะไร แค่ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้น เต๋อสี่เคยให้สิ่งของที่ล้างสีได้แก่เจ้า เจ้าเอาเขาผุๆ คู่นั้นออกและล้างผมสีแดงทิ้ง แลดูยากจนแทบตายแล้ว”
“ใครกลัวเล่า เพียงแต่ที่นี่มีคนเผ่ามารมากเกินไป ข้าจึงรู้สึกตึงเครียดนิดหน่อย” จินเฟยเหยาพึมพำอย่างไม่สบายใจ แล้วกลอกตาใส่เขา
การกระทำที่ไร้มารยาทของนาง ไม่ถูกบริภาษว่าบังอาจ ตำหนิว่าไร้มารยาท ราวกับพวกลุงเมิ่งทั้งห้าคนมองไม่เห็น เดินนำพวกเขาสองคนเข้าไปในเรือน
ปู้จื้อโหยวเพิ่งเดินเข้ามาก็โบกมือให้จินเฟยเหยา จากนั้นทิ้งนางไว้คนเดียวแล้วเดินไปตำหนักสีแดงเพลิงซึ่งอยู่ไกลๆ
เห็นเงาร่างที่จงใจโบกมืออย่างสง่างามของเขาไกลออกไปทุกที จินเฟยเหยาแอบมองคนเผ่ามารทั้งห้าข้างกายแวบหนึ่ง ถูกชายชราขั้นหลอมรวมช่วงกลางคนหนึ่งและบุรุษเผ่ามารขั้นสร้างฐานช่วงปลายกึ่งเปลือยสี่คนโอบล้อมไว้ ความรู้สึกนี้น่าหวาดกลัวและเหมือนถูกควบคุมมากเกิน