ลีฟุ้งตลบอีก ต่อให้มีฝุ่นบนรถของผู้อื่นก็มีม่านกันลมซึ่งมีไอมารออกมาสกัดกั้นฝุ่นและลมไว้
ทันใดนั้น จินเฟยเหยาก็ตระหนักถึงปัญหาหนึ่งขึ้นได้ ไม่รู้ว่าเมื่อใดรถผุๆ ที่ไม่มีไอมารดังนั้นจึงไม่มีม่านกันลมและได้แต่กินฝุ่นของพวกเขาไม่มีฝุ่นธุลีพัดเข้ามานานแล้ว ยามนี้พอดีมีใบไม้ร่วงมาใบหนึ่ง ลอยมาถึงด้านหน้าตัวรถก็ถูกอะไรบางอย่างสกัดกั้นไว้ ครู่หนึ่งก็ลื่นไหลไปท้ายรถ ดูท่าจะอ่านหนังสือจนลืมตัวจึงไม่สังเกตเห็นเรื่องนี้
“อาปู้ ม่านกันลมมาจากไหน?” นางวางตำราใช้นิ้วจิ้มปู้จื้อโหยวที่ด้านหน้า
ปู้จื้อโหยวตอบโดยไม่หันหน้ามา “ข้าทำเอง เจ้านั่งอยู่ด้านหลังข้า ให้ข้ากินฝุ่นทั้งหมด มีชนชั้นสูงนั่งกินฝุ่นอยู่ในรถที่ไหน ยังต้องการภาพลักษณ์อยู่หรือไม่”
“ที่จริงเจ้าเป็นคนเผ่ามารสินะ…” จินเฟยเหยามองด้านหลังของเขาเอ่ยอย่างไม่มั่นใจ
นางนึกว่าปู้จื้อโหยวจะเถียงข้างๆ คูๆ คิดไม่ถึงว่าเขาจะพยักหน้าอย่างไม่ลังเลสักนิด “ใช่ ข้าคือคนเผ่ามาร”
“ตรงไปตรงมาขนาดนี้เลย?”
“กลัวอะไร ที่นี่คือโลกเผ่ามาร ข้ายังจะกลัวเจ้าพูดออกไปหรือ?” ปู้จื้อโหยวดูดกล้องยาสูบเสียงดัง แล้วเอียงศีรษะมามองนาง
จินเฟยเหยาครุ่นคิด รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ขบคิดไม่เข้าใจ “เวทมนตร์ที่เจ้าใช้ตอนอยู่โลกวิญญาณเป่ยเฉินคือพลังวิญญาณ ไม่มีไอมารเลยสักนิด อีกทั้งเจ้ามิได้คุยโวว่าตนเองคืออันดับที่สิบเอ็ดบนผังสงครามวิญญาณหรือ ถ้าเจ้าเป็นเผ่ามาร เจ้ายังสังหารคนเผ