ผ่านม่านแสงไป เบื้องหน้ายังเป็นทางสายแล้วสายเล่าดังเดิม ถ้าเต๋อสี่ไม่ได้นำทางอยู่เบื้องหน้า จินเฟยเหยาสงสัยว่าถ้าให้นางเดินคนเดียวชาตินี้คงออกไปไม่ได้ แต่ถ้าไม่รู้จักทางใครจะโง่งมเดินแบบนี้ไปทั้งชาติ ย่อมต้องเจาะทะลวงดินเหนือศีรษะออกไปจากที่นี่
เดินมาเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็เห็นเต๋อสี่พยายามหาอะไรบางอย่างเหนือศีรษะ จากนั้นเห็นแสงสายหนึ่งส่องลงมา ด้านบนปรากฏปากถ้ำที่ไม่ถือว่าใหญ่นัก เขามุดนำออกไปก่อนครู่หนึ่งจึงเรียกพวกเขาตามขึ้นไป
จินเฟยเหยามุดออกมาจากปากถ้ำจึงพบว่าด้านนอกคือพุ่มไม้อีกแห่งหนึ่ง สถานที่ซึ่งตนเองมุดออกมาคือถ้ำที่ถูกหญ้าปกคลุมไว้บนกองหิน ทิวทัศน์รอบด้านไม่แตกต่างอะไรกับทางด้านโลกวิญญาณเป่ยเฉิน ถึงอย่างไรก็เป็นภูเขาลูกเดียวกัน แค่ถูกกั้นไว้เท่านั้น
หลังคนทั้งสามออกมา เต๋อสี่ก็ปลอมแปลงปากถ้ำอีก ทอดสายตามองไปก็ดูไม่ออกว่าที่นี่เป็นปากถ้ำที่ใช้แอบข้ามมา
พอจินเฟยเหยาหันมาก็เห็นม่านแสงอยู่ห่างจากตนเองสิบกว่าจั้ง กลายเป็นว่าเดินมาเกือบหนึ่งชั่วยาม ก็เพียงแค่เดินวนไปมาในอุโมงค์ด้านล่าง ไม่ได้เดินออกไปไกลมากนัก
“ใกล้มากนะ ข้านึกว่าคงมองไม่เห็นม่านแสงแล้ว” จินเฟยเหยาจ้องมองม่านแสงด้านหลัง เอ่ยอย่างท้อแท้อยู่บ้าง
บนร่างของปู้จื้อโหยวไม่มีเศษดินสักนิด เขาถือกล้องยาสูบอย่างสง่างามเอ่ยยิ้มๆ “ฝันไปเถอะ ม่านแสงนี้ถึงเดินหนึ่งวันก็ยังเห็นอยู่”
“พี่ปู้ ตอนนี้จะไปอย่างไร เดินถนนหลวง