โดยตรงหรือ?” เต๋อสี่ปัดดินบนร่างพลางเอ่ยถาม
“ใช่ พวกเราขึ้นถนนหลวงก่อนเถอะ เดินอยู่ในป่านานแล้วทั้งยังมีอันตราย พวกเราเดินเส้นทางสายหลักโดยตรง ระหว่างทางพวกเจ้าพูดจาน้อยๆ หน่อย ดูการวางตัวของข้าก็พอ” ปู้จื้อโหยวพ่นควันออกมา จินเฟยเหยาชมดูจนคันในหัวใจ ถ้าไม่ใช่สูบแล้วสำลัก นางยังคิดจะลองดูอีกครั้ง
เต๋อสี่คุ้นเคยกับแถบนี้มากกว่าปู้จื้อโหยวจึงให้เขาเดินนำไปยังถนนเส้นหลัก
จากคำสนทนาของพวกเขา จินเฟยเหยานึกว่าเส้นทางหลักอยู่ไม่ไกล ผู้ใดจะรู้ว่าเดินคราหนึ่งกินเวลาสิบกว่าวัน พวกเขาเดินลึกเข้าไป หลายวันก่อนก็ออกจากเทือกเขาอูกู่แล้ว ตอนนี้เหยียบย่างเข้าสู่ป่าทึบผืนหนึ่ง
ภายในป่าทึบร้อนอบอ้าวสุดเปรียบปาน บนพื้นเต็มไปด้วยใบไม้เน่าหนาเตอะ มีต้นไม้สูงห้าหกจั้งตั้งตระหง่านในป่า กิ่งไม้และใบไม้เหนือศีรษะบดบังแสงอาทิตย์ส่วนใหญ่ มีเพียงแสงสว่างเล็ดลอดลงมาเล็กน้อย สาดส่องผ่านรอยแยกของกิ่งไม้และใบไม้ลงบนใบไม้เน่าเป็นดวงเล็กๆ
ขณะที่พวกเขาเดินข้ามป่าทึบ บนกิ่งไม้เหนือศีรษะมักจะมีเสียงร้องของสัตว์ปิศาจดังมา ระหว่างพุ่มไม้บนพื้น บางครั้งยังมีสัตว์ปิศาจบางชนิดถูกความเคลื่อนไหวของพวกเขาทำให้ตกใจจนส่งเสียงร้องแล้วหนีไป ยังไม่ได้เผชิญหน้ากันด้วยซ้ำ
“สหายเซียนเต๋อ เจ้าหลงทางใช่หรือไม่ เหตุใดยิ่งเดินยิ่งเข้าไปยังส่วนลึกของป่า?” จินเฟยเหยาถือใบไม้ใบใหญ่โบกพัดไม่หยุด คิดจะขับไล่ความร้อนอบอ้าวรอบด้าน พั่งจื่อทนอาก