้ายังไม่ได้แบ่งสิ่งของที่เจ้าได้มา ให้หมอนอิงผุๆ ข้าใบเดียว หยกจินกังชิ้นนี้เจ้าไม่มีเอี่ยว”
“หมอนผุๆ อะไรกัน! นั่นเป็นสิ่งที่ทำจากผ้าไหมเทียนจี๋เชียวนะ เจ้าจะไปหาของดีๆ แบบนี้จากที่ไหนได้ จริงๆ เล้ย ได้เปรียบแล้วยังแสร้งทำเป็นผู้บริสุทธิ๋” ปู้จื้อโหยวไม่ยินยอม ตะโกนเสียงดังเอะอะ
“หึหึหึ” จินเฟยเหยาเท้าสะเอวหัวเราะเสียงเย็น จากนั้นเอ่ยอย่างช้าๆ “พี่ปู้ ข้าว่าเจ้าคงลืมคำพูดตอนเจ้าดื่มมากเกินไปเมื่อครู่แล้ว”
“ข้าพูดว่าอะไร!”
“เจ้าบอกว่าผ้าไหมเทียนจี๋ถ้าทอเป็นผ้า คิดจะหลอมทำชุดอาคม อย่างน้อยต้องมีพลังการบำเพ็ญเพียรขั้นแปลงจิตจึงทำได้ ต้องใช้ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่ย่างกลับไปกลับมาไม่หยุดถึงเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวันจึงสามารถหลอมขึ้นรูปได้ เจ้าจะให้ผู้บำเพ็ญเซียนตัวเล็กๆ ที่เพิ่งขั้นสร้างฐานช่วงกลางอย่างข้าหลอมมันอย่างไร ดังนั้นเจ้าจึงไม่ต้องการ รู้สึกว่าการขายเปลี่ยนมือสิ่งของเช่นนี้ยุ่งยากเกินไป มีราคาแต่ไม่มีตลาดขาย สู้ยาและวัตถุดิบที่เรียบง่ายกว่าไม่ได้” จินเฟยเหยาเท้าสะเอวเชิดหน้า พูดจนปู้จื้อโหยวพูดอะไรไม่ออก แค้นตนเองว่าทำไมดื่มเยอะแล้วต้องพูดเหลวไหลด้วย
ในยามนี้เอง เต๋อสี่ที่พลิกดูหยกจินกังอยู่ด้านข้างก็เอ่ยอย่างผิดหวังออกมา “พวกเจ้าสองคนทะเลาะอะไรกัน บนหยกจินกังชิ้นนี้มีสัญลักษณ์ของจอมมารหลง พวกเจ้าเอาไปขายที่โลกเผ่ามาร เพิ่งหยิบออกมาก็ถูกคนอัดตาย ก่อนหน้านี้ตอนเขาหายสาบสูญสถาน