วลาว่างฝึกบำเพ็ญเลยสักนิด ชีวิตตามสบายที่ปิดด่านกักตนผ่านวันเวลาอย่างในอดีตไม่มีมานานแล้ว” คงจู๋อู๋ปรึกษาหารืออย่างระมัดระวัง
จู๋ซวีอู๋ล้วงหูอย่างหมดความอดทน ราวกับคิดจะล้วงงานจิปาถะที่ได้ยินเมื่อครู่ทั้งหมดออกมาโยนทิ้ง เขาถอนหายใจอย่างหาได้ยาก “รับศิษย์ไหนเลยง่ายดายปานนั้น คุณสมบัติเป็นอย่างไรยังไม่เอ่ยถึง สำนักตงอวี้หวงห้ามตำหนักย่อยรับศิษย์ตามใจชอบ ข้าสร้างตำหนักรับศิษย์ภายนอกก็ถือว่าแหกกฎ แต่ละปีทั้งสำนักจะรับศิษย์เพียงสิบคน เจ้าดูสิมีตำหนักมากมายขนาดนี้ ถึงแบ่งตำหนักละคนก็ไม่พอ ต้องรอจนถึงเมื่อใดจึงรับคนพอ อยู่อย่างอิสระในโลกหนานซานจนชิน ข้าลืมเรื่องนี้ไปแล้วจริงๆ ตอนนั้นข้าก็รู้สึกว่างานจิปาถะมากเกินไป โดยพื้นฐานแล้วในแต่ละวันต้องไปดื่มสุรามงคลของศิษย์พี่ศิษย์น้อง ทำให้หนีออกไปไม่กลับมาถึงหกร้อยปี”
ได้ยินคำพูดของเขา คงจู๋อู๋และคงจู๋โหย่วอยากจะกลอกตาใส่เขา ถ้ามิใช่เพราะเขาว่างเกินไป แข็งขืนจะทำให้โลกระดับดินวุ่นวาย ใช้เวลาร้อยปีไปวางแผนเรื่องนี้ ตอนนี้พวกเขายังใช้ชีวิตอย่างสบายๆ อยู่ที่เมืองลั่วเซียน ตนเองทำชั่วสุดท้ายกลับทำให้พวกเราเป็นทุกข์
“อาจารย์ เจี่ยนจู๋ยังคุกเข่าอยู่นะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ให้เขาออกไปดีหรือไม่?” คงจู๋อู๋มองไป๋เจี่ยนจู๋ที่ยังคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ในใจครุ่นคิดอาจารย์คงลืมเขาไปแล้วเสียแปดส่วน จึงเอ่ยเตือน
จู๋ซวีอู๋มองไป๋เจี่ยนจู๋แล้วเอ่ย “ไม่ได้ ถ้าข้าให้เขาออกไ