ยินซือจู่ถามเขา เขาก็ทำเสียงอู้อี้ไม่อยากตอบ
จู๋ซวีอู๋เงยหน้าขึ้นมองเพดาน ในสมองปะติดปะต่อเหตุการณ์ในตอนนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าหัวเราะ ได้แต่นั่งบนบัลลังก์แล้วหันไปหัวเราะด้านหลังเสียงดังอย่างกำเริบเสิบสานอีกไม่ไว้หน้าศิษย์หลานเลยสักนิด
“พูดไปพูดมาเจ้าเอาเปรียบผู้อื่นมากนะ เจ้าเป็นบุรุษ ให้สตรีมองสักหน่อยก็ไม่เป็นไร อีกทั้งหลังจากนางรู้ว่าเจ้าไม่ตาย ก็ไม่ได้ขอให้เจ้าแต่งกับนางเนื่องจากถูกเจ้าเห็นขณะไม่สวมเสื้อผ้า เจ้ายังจะสังหารผู้อื่น ไม่ใช่หญิงม่ายเสียสามีในโลกมนุษย์สักหน่อย จะใจแคบขนาดนี้ไปทำไม!” จู๋ซวีอู๋ยิ้มพลางเอ่ย
ถ้าจินเฟยเหยาได้ยินเข้าต้องโห่ร้องเสียงดังว่าฉลาดหลักแหลมและชื่นชมแน่ ในที่สุดหอซวีชิงยังมีคนที่มีเหตุผลอยู่
“ซือจู่…” ไป๋เจี่ยนจู๋แทบจะใช้เสียงที่เบาราวกับยุงเรียกอย่างจนปัญญา
จู๋ซวีอู๋เก็บงำรอยยิ้ม เอ่ยอย่างจริงจัง “เจ้ายังมีเรื่องใดปิดบังข้าอีก เจ้าต้องสังหารนางให้ได้ด้วยสาเหตุอะไรกันแน่!”
ริมฝีปากไป๋เจี่ยนจู๋สั่นระริก “ซือจู่ ตอนนั้นนางหัวเราะ…”
“หัวเราะ? ได้สิ่งของมีค่าไปมากมายทำไมจะหัวเราะไม่ได้?” จู๋ซวีอู๋ไม่เข้าใจ ผู้อื่นหัวเราะแล้วเป็นอะไร
จากนั้นก็ได้ยินไป๋เจี่ยนจู๋เอ่ยว่า “ตอนนั้นเสื้อผ้าของข้าถูกถอดออกจนเกลี้ยง จากนั้น…จากนั้น ขณะที่นางกำลังถอดกางเกงในของข้า หลังมองดูแวบหนึ่ง ก็หัวเราะอุ๊บส์”
จู๋ซวีอู๋กระพริบตา “นางจ้องตรงนั้นของเจ้าแล้วหัวเราะ?”