กไม้ไฟยิงเฟี้ยวขึ้นกลางอากาศ เสียงตูม สิ่งของเสียดแทงนัยน์ตาพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ สาดส่องจนดวงตาคนพร่าพรายราวกับแสงอาทิตย์ มองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสีขาว
ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนทยอยกันใช้มือและแขนเสื้อบดบังแสงสว่างนั้น ผ่านไปหลายอึดใจดวงตาจึงคุ้นชิน ลืมตามองดู โลกใต้ดินที่เดิมทีมืดมิดแห่งนี้เปลี่ยนเป็นสว่างไสวดุจกลางวัน มองเห็นทุกสิ่งได้ชัดเจน
ยามนี้ทุกคนจึงพบว่า นี่เป็นถ้ำใต้ดินตามธรรมชาติ ตอนคฤหาสน์อีกแห่งของจอมมารหลงร่วงลงมาก็ทับทำลายถ้ำไปครึ่งหนึ่ง ถ้ำครึ่งหนึ่งนี้ถูกเศษหินและดินที่ร่วงลงมาจากด้านบนปกคลุมไว้ ส่วนสถานที่ซึ่งสัตว์เกราะเหล็กทะลวงภูผาขุดกลับเป็นด้านที่ถ้ำอยู่ในสภาพสมบูรณ์และไม่ถูกเศษหินและดินกลบฝัง
จินเฟยเหยายืนอยู่บนเศษหินและดินของคฤหาสน์ในตำแหน่งสูง กลางอากาศไม่ไกลจากนางมีมุกขนาดเท่ากำปั้นเม็ดหนึ่งกำลังเปล่งแสงรัศมีสว่างไสวอยู่กลางอากาศ วัตถุนี้กำลังส่องสว่างภายในถ้ำ
“หินแสงอาทิตย์ นี่เป็นสิ่งของของใคร?” ถึงจินเฟยเหยาจะไม่รู้จักมุกเม็ดนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ จะไม่รู้จัก เพิ่งมองเห็นรอบด้านชัดเจน ก็มีผู้บำเพ็ญเซียนจำมุกเม็ดนี้ได้
“นี่เป็นสิ่งของของข้า ให้ทุกคนยืมแสงสว่าง แต่ไม่อนุญาตให้หมายตามัน ข้าอาศัยมันขุดสุสานลงถ้ำ ถึงให้เงินก็ไม่ขาย” ปู้จื้อโหยวปรากฏตัวขึ้นในถ้ำด้านที่ไม่มีดิน ท่าทางเพิ่งมาถึง
คนสติไม่ดีจึงใช้หินแสงอาทิตย์ที่เป็นหยางสุดขั้วเป