ครู่หนึ่งนางก็มาถึงประตูสีแดงชาด ยืนอยู่หน้าประตูและเงยหน้าขึ้นมอง ประตูสูงจนน่าตกใจจริงๆ กลางประตูใหญ่สีแดงชาดมีลวดลายสัตว์ บนประตูแขวนห่วงเคาะประตูสีทองเป็นประกายขนาดใหญ่เท่าตัวคนสองห่วง จินเฟยเหยามองไปรอบด้าน ข้างกำแพงยังมีคนตั้งแผงขายสินค้า ดูท่าคนธรรมดาเหล่านี้ไม่ค่อยกลัวคนของคฤหาสน์กุ่ยเม่ยเท่าใด
แต่ดูไปดูมา ทั้งหมดเป็นคนธรรมดา ไม่เห็นเหมือนคนเฝ้าประตูสักคน จินเฟยเหยาครุ่นคิด ลอยตัวขึ้นกลางอากาศคว้าห่วงประตูแล้วฟาดตบ
“ก๊อกๆ” เสียงเคาะประตูดังสะท้อนถึงชั้นเมฆ สั่นสะเทือนจนหูของจินเฟยเหยารู้สึกชา
รออยู่ครู่หนึ่ง ยอดกำแพงก็มีเสียงสอบถามดังมา “สหายเซียนท่านนี้ ไม่ทราบว่ามาคฤหาสน์กุ่ยเม่ยเราด้วยธุระอันใด?”
จินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้นมอง บนกำแพงมีบุรุษหนุ่มขั้นสร้างฐานช่วงปลายสวมชุดสีดำยืนอยู่ สีหน้าเย็นชา ดูแล้วเหมือนไม่ต้อนรับการมาเยือนของนาง
“สหายเซียนท่านนี้ ข้านัดพบกับหวาซีแห่งคฤหาสน์กุ่ยเม่ยของพวกเจ้า รบกวนเจ้าแจ้งให้หน่อย” จินเฟยเหยาไม่ได้ถามว่าหวาซีอยู่หรือไม่ ทว่าให้เขาไปแจ้งทันที เช่นนี้จะทำให้อีกฝ่ายนึกว่านางนัดกับหวาซีจริง ไม่อาจใช้ข้ออ้างว่าคนไม่อยู่มาขับไล่นาง
จริงเสียด้วย บุรุษหนุ่มผู้นี้มีสีหน้าสงสัย ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “สหายเซียนมีนามบัตรหรือไม่ ข้าจะไปถามดูก่อน”
เจ้าสารเลวนี่ คิดไม่ถึงว่าจะกลับคฤหาสน์กุ่ยเม่ยแต่แรก ไม่มารับเนี่ยนซีจากข้าไปเสียที ไม่แน่ว่าลืมเร