นือกำแพงก็มีเสียงพูดดังมา
จินเฟยเหยาถ่มเมล็ดแตงโมใส่ห่วงประตูบนประตูใหญ่ จากนั้นเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “สหายเซียนหวา เจ้าใช้ชีวิตอย่างเอ้อระเหย ทั้งยังขี้ลืมจริงๆ”
จากนั้นนางเงยหน้าขึ้น อึ้งไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ที่แท้สหายเซียนหวาเจี๋ยตันแล้ว มิน่าเล่าความจำจึงได้ย่ำแย่นัก คิดว่าตอนเจี๋ยตันคงเกิดความผิดพลาดจนธาตุไฟเข้าแทรก”
“สหายเซียนจินล้อเล่นแล้ว เจี๋ยตันเป็นเรื่องเมื่อสองร้อยปีก่อน ข้าเพิ่งกลับมาจากโลกระดับดิน หลังจากคลี่คลายเรื่องราวกำลังเตรียมจะไปหาเจ้า คิดไม่ถึงว่าสหายเซียนจินจะมาหาถึงบ้านที่โลกวิญญาณเป่ยเฉิน ทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ” หวาซีสวมชุดสีดำทั้งตัวยืนอยู่บนกำแพง ดูแล้วคึกคักเปี่ยมพลัง คงอยู่ดีมีสุขไม่เลว
อีกทั้งเขายังบอกว่าตนเองเจี๋ยตันเป็นเรื่องเมื่อสองร้อยปีก่อน เช่นนั้นตอนอยู่โลกระดับดิน เขายังมีพลังการบำเพ็ญเพียรแค่ขั้นฝึกปราณ คำนวณเวลาดูแล้ว ทั้งสองคนเพิ่งพบกันได้ไม่ถึงหกสิบเจ็ดสิบปี หมายความว่าไม่รู้ว่าหมอนี่ใช้วิธีอะไร จึงทำให้พลังการบำเพ็ญเพียรลดลงเป็นขั้นฝึกปราณ
“ลดพลังการบำเพ็ญเพียรของตนเอง บ้าจริงๆ ด้วย” จินเฟยเหยานึกถึงเรื่องนี้ได้ก็ด่าอย่างไม่พอใจ
มาครั้งนี้เพราะเรื่องของเนี่ยนซี ไม่ได้มาสนทนาเรื่องความหลังในอดีดกับเขา จินเฟยเหยาหยิบขวดเถ้ากระดูกของเนี่ยนซีออกมาพลางเอ่ยว่า “ข้ามาหาเจ้าเพราะเรื่องของเนี่ยนซี คาดว่าเจ้าคงเตรียมใจไว้นานแล้ว”
“เนี่ยนซี…ใครกัน?