ายแต่โดยดีเถอะ” จินเฟยเหยากดคมกระบี่ลงด้วยใบหน้าดุร้ายเค้นคำพูดลอดไรฟันออกมา
ยามนี้ไป๋เจี่ยนจู๋เองก็เส้นโลหิตปูดโปนไม่เข้าใจว่าทำไมเรี่ยวแรงของยายนี่จึงมหาศาลขนาดนี้ เขาผลักคมกระบี่ที่เข้ามาใกล้ตนเองออกไปอีกครั้งอย่างไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ เอ่ยปากเย้ยหยัน “สองมือจะพิการอยู่แล้ว ยังกล้าคุยโวอย่างไม่ละอาย ข้าว่าคนที่รับความตายแต่โดยดีน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า”
“น่าขำ อาศัยกระบี่ไผ่ผุๆ ของเจ้าเล่มนี้คิดจะฟันกระดูกของข้าให้หัก ไปฝึกบำเพ็ญมาอีกห้าร้อยปีเถอะ” จินเฟยเหยากล่าวโจมตีไป๋เจี่ยนจู๋ด้วยน้ำเสียงอหังการ
“พูดจาโอหังก็ต้องเอาชีวิตมาจ่ายเป็นค่าตอบแทน เจ้าคนไร้ยางอาย” ไป๋เจี่ยนจู๋ไม่ถูกคำพูดของนางทำให้จิตใจสับสน ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องยึดมั่นและทุ่มอย่างสุดกำลัง ต้องคงสติไว้
จินเฟยเหยาพลันยิ้มชั่วร้ายอย่างกะทันหัน มองเขาแล้วเอ่ยอย่างดูแคลน “ข้าไร้ยางอายจริงๆ นั่นแหละ ข้าอยากจะถามวิญญูชนที่แท้จริงของสำนักชิงซวีอย่างเจ้าสักหน่อย เจ้าถูกสตรีคนหนึ่งคร่อมไว้ใต้ร่างกลางวันแสกๆ รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
“เจ้า!”
ไป๋เจี่ยนจู๋ไม่ได้สังเกตเห็นเรื่องนี้มาตลอด ยามนี้พอจินเฟยเหยาเอ่ยถึงจึงพบว่าท่าทางของตนเองอเนจอนาถอย่างยิ่ง น่าเกลียดจนทนดูไม่ได้ เขามีโทสะจนลืมหายใจ ด่าคำว่าเจ้าออกไปคำเดียวเรี่ยวแรงก็ลดลงนิดหน่อย จินเฟยเหยาฉวยโอกาสยืมแรงกดคมมีดลงบนคอของเขา
“รนหาที่ตาย” ดวงตาของไป๋เจี่ยนจู๋เปล่งประกายดุร้าย ใช้เข่