?” เห็นศิลาวิญญาณก้อนใหญ่ถูกพั่งจื่อกลืนไปเช่นนี้ จินเฟยเหยาก็บีบคอและพยายามอ้าปากมัน
พั่งจื่อปิดปากแน่น ไม่ว่าจินเฟยเหยาจะบีบหรือเขย่าอย่างไร มันก็ไม่ยอมอ้าปาก จู่ๆ มันก็มองจินเฟยเหยา เหลือกตาขาวแล้วสลบไป
พอจินเฟยเหยาลูบตัวของมัน ก็พบว่าร้อนลวกมืออย่างยิ่ง จึงรีบยกมันวิ่งไปที่ตั้งกระโจมร้านสัตว์ภูติ พุ่งเข้าไปในกระโจม เห็นด้านในมีสัตว์ภูติที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากนอนอยู่ ทั้งหมดได้รับบาดเจ็บตอนประลอง นางเหยียบพื้นที่ว่างระหว่างสัตว์ภูติเดินเข้าไปด้านใน ใช้มือฉุดดึงหมอรักษาสัตว์คนหนึ่งมาแล้วคำรามใส่อย่างวิตกกังวล “ท่านหมอสัตว์ รีบช่วยข้าดูหน่อย สัตว์ภูติของข้าจะตายแล้ว!”
“หมอสัตว์อะไรกัน เจ้าผู้นี้เหตุใดจึงเป็นแบบนี้ เจ้าสิเป็นสัตว์” ท่านหมอที่ถูกนางฉุดดึงมาหมุนตัวมา บริภาษเสียงหวานอย่างไม่พอใจ
ใบหน้าน่ารัก ดวงตากลมโตเป็นประกาย ปากสีแดงจิ้มลิ้มยื่นเพราะว่าไม่พอใจ น่ารักอย่างยิ่ง ที่แท้เป็นหมอรักษาสัตว์สตรี เพื่อความสะดวกจึงมัดผมไว้ตามสบาย ทั้งยังสวมชุดสีเทาที่สามารถทนเปื้อนได้ พอจินเฟยเหยามองจากด้านหลัง ยังนึกว่านางเป็นบุรุษ
“นี่…เป็นเพราะข้าร้อนใจเกินไป ท่านหมอคนงาม เจ้าช่วยข้าดูหน่อยได้หรือไม่? สัตว์ภูติของข้ามีอาการผิดปกติ อาจจะตายได้” เห็นหมอรักษาสัตว์หน้าตาสวยหวาน จินเฟยเหยาจึงนึกถึงกระบวนท่าที่หญิงสาวชอบที่สุดได้ รีบเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ หลังจากยอมรับผิดอย่างละอายใจก็เอ่ยอย่างขัดเข