ื่อ ทว่าเห็นสีหน้าและคำสนทนาของพวกเขาสองคน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกันจริงๆ
เถ้าแก่อดไม่ไหว เอ่ยถามอย่างยิ้มแย้มว่า “ท่านเซียน ท่านฟังคำพูดของกบภูติตัวนี้เข้าใจหรือ?”
จินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้น เห็นเขาเอ่ยอย่างจริงจัง “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ข้าจะฟังคำพูดของกบออกได้อย่างไร ข้าไม่ใช่กบกลับชาติมาเกิดใหม่เสียหน่อย”
“เช่นนั้นนี่คือ?”
“อยู่ว่างเบื่อๆ จึงคาดเดาเท่านั้น อีกอย่างหนึ่งข้าก็พูดคุยกับตนเองไม่ได้ แบบนี้จะดูเหมือนคนบ้า” จินเฟยเหยาวางตะเกียบ ล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาเช็ดปาก
“อ้อ” เถ้าแก่ตอบรับคำหนึ่ง กลับนึกในใจว่า แต่งเรื่องคุยกับกบเช่นนี้จะแตกต่างอะไรกับการพูดกับตนเอง แบบนั้นก็แค่ดูเหมือนคนบ้า แต่การพูดกับกบเช่นนี้ยิ่งดูเหมือนคนโง่งม
ทว่าเขากล้าพูดออกมาที่ไหน จึงเพียงแต่พยักหน้าเอ่ยคล้อยตามจินเฟยเหยา “ท่านเซียนพูดได้ถูกต้อง เป็นเหตุผลข้อนี้จริงๆ”
การประลองยังดำเนินไปอย่างคึกคัก สนามประลองหมายเลขสี่คัดเลือกคนได้สองร้อยคนจากสองพันกว่าคน สองร้อยคนนี้ต้องไปรวมกับคนที่ถูกเลือกมาจากสนามประลองอื่นๆ สุดท้ายให้สองพันคนนี้ไปแย่งชิงห้าร้อยตำแหน่ง
เห็นสภาพการณ์เช่นนี้ จินเฟยเหยาคาดเดาว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นพรุ่งนี้จึงถึงตาตนเองประลองรอบที่สอง ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าจากไป ผู้ใดจะรู้ว่าการประลองจะสิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน แล้วถึงตาตนเองลงสนามทันทีหรือไม่
ในเพิงยาเหล่านั้น มีผู้บำเพ็ญเซียนที่บาดเจ