เวลาผ่านไปราวกับติดปีกบิน พริบตาก็ถึงวันประลอง
จินเฟยเหยาพาพั่งจื่อไปลานประลองแต่เช้า เพราะผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณที่มาเข้าร่วมมีถึงสองหมื่นกว่าคน ถ้าคนทั้งหมดเบียดเสียดอยู่ในสถานที่เดียวกัน ก็จะประลองไม่ได้ ดังนั้นตำหนักลั่วเซียนจึงแบ่งนอกเมืองออกเป็นสิบแห่งตามตัวเลขสุดท้ายของหมายเลขที่สมัคร ให้ผู้บำเพ็ญเซียนไปหาลานประลองที่สอดคล้องเอง
จินเฟยเหยาพบว่าตนเองมีวาสนากับหมายเลขสี่ ทำอะไรก็ต้องมีเลขสี่ เดิมทีคิดจะไปกับหลิ่วฉี่ปอ คิดไม่ถึงว่านางกับติงเทียนเฉิงต่างได้เลขหนึ่ง ไม่ได้ไปทางเดียวกันกับนาง นางจึงต้องไปสถานที่ประลองคนเดียว
ลานประลองหมายเลขสี่ที่นางตามหาอยู่ที่เชิงเขาเซียนซู่ ศิษย์ของแต่ละสำนักบนภูเขาเซียนซู่ ถือโอกาสที่อยู่ใกล้ จึงมีคนมามากมายนานแล้ว
จัดวางแท่นศิลาทั้งสิบเรียบร้อย ก็ต่อแถวอยู่บนสนามหญ้าอย่างเป็นระเบียบ ตามการนับถอยหลังของหมายเลขสองตำแหน่งด้านท้าย ตนเองหาแท่นประลองที่สอดคล้องกัน คิดไม่ถึงว่าจินเฟยเหยาจะมองเห็นคนผู้หนึ่งในฝูงชน ชูป้ายในมือขึ้นตะโกนเสียงดัง “หมายเลขของข้ามีอักษรสี่เพียงตัวเดียว ข้าต้องไปแท่นไหน?” จากนั้นก็มีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นสร้างฐานใช้มือผลักเขาไปเบื้องหน้าแท่นหมายเลขสี่
สองพันกว่าคนไม่ถือว่ามาก แต่ถ้าทั้งหมดประลองกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เช่นนั้นก็มีคนมากเกินไป ยืนอยู่หน้าเวทีหมายเลขเจ็ดอย่างเบื่อหน่าย รอบกายมีผู้บำเพ็ญเซียนยืนเบียดเสียดอยู่เต็มไปห