ตัว รีบใช้ลิ้นที่ว่องไวดุจสายฟ้าฟาดราวกับห่าฝนจนมดตัวใหญ่ยากจะคืบหน้าสักก้าว
จินเฟยเหยาไม่สนใจพวกมันสองตัวปล่อยให้พวกมันทะเลาะกันไป ตีหน้าขรึมเอ่ยกับหวาซี “เจ้าจงใจนำเจ้าตัวน่าเกลียดนี่มาให้ข้าโดยเฉพาะใช่หรือไม่”
หวาซีเอ่ยด้วยสีหน้าตกตะลึง “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะดูสิ่งของไม่เป็น นี่เป็นมดหนึ่งผลึกอันล้ำค่า มันถ่ายออกมาเป็นศิลาวิญญาณ”
“พรวด” จินเฟยเหยาเกือบจะพ่นน้ำใส่หน้าหวาซี นางชี้มดตัวใหญ่ที่ยังพัวพันกับพั่งจื่อ เอ่ยอย่างเหลือเชื่อ “เจ้าหลอกใคร ในสำนักเจ้ามีสัตว์สะท้านฟ้าที่มีขนเป็นทองคำ เจ้าให้ข้าได้แค่มดที่ถ่ายเป็นศิลาวิญญาณตัวเดียว ข้าจะไม่ติดกับเจ้าเด็ดขาด เอามดของเจ้าไสหัวไปเสีย ครั้งนี้ข้ามีโทสะจริงๆ แล้ว”
“ฮา คิดไม่ถึงว่ามดหนึ่งผลึกตัวนี้จะถูกกบผานอวิ๋นทุบตีจนกลายเป็นเช่นนี้ น่าขำยิ่งนัก” ด้านข้างมีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณช่วงต้นคนหนึ่งเดินผ่านมา พอดีเห็นฉากนี้บนโต๊ะ จึงอดยิ้มไม่ได้
จินเฟยเหยาร่ำร้องแล้วยืนขึ้น เรือนร่างสูงใหญ่ดุจกำแพงมนุษย์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเขา นางใช้มือโอบผู้บำเพ็ญเซียนคนนี้ แขนที่หยาบหนารัดคอเขาแน่น ทำให้เขาหายใจไม่ออก เขาพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง กลับพบว่าแขนข้างนี้แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้าและไม่ขยับเลยสักนิดภายใต้การดิ้นรนของเขา
“สหายเซียนท่านนี้ ข้ามีเรื่องเล็กน้อยอยากจะสอบถามเจ้าหน่อย” จินเฟยเหยาลดเสียงเบา พยายามทำให้น้ำเสียงของตนเองแหบห้าว
ผู้บ