งเขาจะแก่ชราขนาดนี้ ไม่รู้ว่าตาแก่ที่แก่จนหัวล้านทางด้านข้างจะใช่บิดาของเขาหรือไม่
“ผู้ใด? แน่นอนว่าเป็นโจวหวั่นปาบุตรชายของข้า คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าพูดว่าไม่รู้จักเขา เจ้าเล่าเรื่องในวันนั้นมาให้ข้าฟังอย่างละเอียด ถ้ากล้าปิดบังแม้แต่น้อย ระวังชีวิตน้อยๆ ของเจ้า” หญิงชรากระแอมเสียงแหลมขึ้นมา ท่าทางอยากจะกินคน
ในขณะนี้เอง สาวงามในชุดชาววังสีหน้าอึมครึม เอ่ยอย่างเย็นชา “เฟิงผอจื่อ[1] เจ้าต้องรู้ว่า ตอนนี้เจ้าอยู่ในสำนักเฉวียนเซียน ไม่ใช่สำนักหลิงคงของเจ้า เจ้าอายุกี่ร้อยปีแล้ว ข่มขู่เด็กคนหนึ่งทำไม”
จากนั้น นางก็เอ่ยกับจินเฟยเหยาด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “ไม่ต้องกลัว เจ้าเล่ามาตามความจริง มีเรื่องอะไร สำนักเฉวียนเซียนเราจะไม่ทอดทิ้งคนของสำนักตนเองโดยไม่สนใจเด็ดขาด”
“ฮึ” เฟิงผอจื่อส่งเสียงขึ้นจมูกไม่เอ่ยวาจาอีก อย่างไรเสียก็อยู่ในถิ่นของผู้อื่น ความน่าเกรงขามย่อมต้องหายไป
“เจ้าค่ะ” เห็นสาวงามในชุดชาววังยืนอยู่ข้างตนเอง จินเฟยเหยาจึงเริ่มเล่า ครั้งนี้นางไม่ได้ต่อเติมเสริมแต่ง เพียงแค่เล่าสิ่งที่เห็นไปตามความจริง
สีหน้าของเฟิงผอจื่อยิ่งน่าเกลียดขึ้นทุกทีตามการบอกเล่าของนาง โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าบุตรชายของตนเองทรยศศิษย์พี่ศิษย์น้อง สุดท้ายตอนถูกศิษย์พี่ศิษย์น้องทุบตี นางก็อดตบโต๊ะเอ่ยด่าทอไม่ได้ “เจ้าพูดจาเหลวไหล บุตรชายของข้าจะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร ถ้าเจ้าพูดจาเหลวไหลอีกข้าจะฉีกปากของเจ