ใดพอจะเปลี่ยนท่าทีก็เปลี่ยนเลยนะ จินเฟยเหยาเหงื่อออกเต็มศีรษะจ้องมองเฟิงผอจื่อผู้นี้ ผู้บำเพ็ญเซียนที่อายุมากแล้วล้วนมีโรคบ้า ถึงแม้อันตรายจะเข้ามาใกล้ นางกลับไม่เชื่อว่า สำนักเฉวียนเซียนซึ่งเป็นหนึ่งในตำหนักลั่วเซียน จะยอมให้สำนักเล็กๆ ที่เพิ่งย้ายมาในบ้านตนเองฆ่าคนในสำนัก
จริงเสียด้วย สาวงามสวมชุดชาววังยืดกายขึ้น ชายแขนเสื้อยาวโบกคราหนึ่ง ไอสังหารลมหมุนที่มีอยู่เต็มหอก็ถูกการโบกแขนเสื้อครั้งนี้สลายไป
“เฟิงผอจื่อ ข้าเห็นแก่ที่เจ้าอายุมากกว่าข้า จึงอดทนยอมให้ ทว่าคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าลงมือในสำนักเฉวียนเซียนของข้า ถึงตอนนั้นอย่าโทษว่าข้าไม่ไว้หน้าเจ้า แส่หาความอัปยศใส่ตัว”
“ฮูหยิน ต่อให้เจ้าโมโหเรื่องของปาเอ๋อร์มากเพียงใด ก็ต้องไว้หน้าหลี่ว์เหนียงเนียงบ้าง เจ้าทำเช่นนี้เหลวไหลสิ้นดี มิใช่ทำให้บรรดาผู้เยาว์หัวเราะเยาะเอาหรอกหรือ?” ในที่สุดชายชราที่นั่งอยู่ด้านข้างก็เอ่ยปาก
เขาต่อว่าเฟิงผอจื่อก่อน จากนั้นจึงเอ่ยกับหลี่ว์เหนียงเนียงอย่างสุภาพ “ฮูหยินของข้าเจ็บปวดเพราะสูญเสียบุตรรัก การกระทำหุนหันไปบ้าง ขอให้หลี่ว์เหนียงเนียงอย่าได้ตำหนิเลย สตรีผู้นี้เป็นคนในตระกูลที่สังกัดสำนักข้า เพราะเรื่องเล็กน้อยในตระกูลจึงไม่พอใจออกจากบ้านไป หัวหน้าตระกูลของพวกเขาขอร้องข้าว่าถ้าหานางพบต้องช่วยพานางกลับไป เจ้าก็รู้ว่าเด็กพวกนี้ ผู้อาวุโสว่าพวกเขาไม่กี่คำ ก็ไม่เชื่อฟัง ชอบหาเรื่อง หวังว่าหลี่ว์เหนี