กสอบถามประสบการณ์ความรู้เรื่องหลอมยาจากหลิ่วฉี่ปอ จึงคุยโวถึงความล้มเหลวของตนเอง ทั้งยังส่ายศีรษะบ่นกับนางอย่างน่าสงสาร “ข้าใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเก็บศิลาวิญญาณได้บ้าง ซื้อหญ้าวิญญาณราคาถูกมาหลายชุด ทั้งหมดเผาไหม้จนกลายเป็นเศษซากสีดำ ยังหลอมยาให้ขึ้นรูปเพียงครึ่งเม็ดไม่ได้เลย ต่อไปต้องอยู่อย่างรัดเข็มขัดแล้ว”
หลิ่วฉี่ปอได้ฟังก็ขมวดคิ้ว ราวกับครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่ ส่วนจินเฟยเหยานั่งหน้าม่อยคอตกอยู่ด้านข้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลิ่วฉี่ปอดูเหมือนจะคิดได้ จึงยิ้มเอ่ยกับจินเฟยเหยาว่า “สหายเซียนจิน เป็นเพราะเจ้าไม่ได้ควบคุมการละลายเข้าด้วยกันให้ดีตอนหลอมยา ใช้กำลังไฟแรงเกินไป” จากนั้นนางก็เข้ามาใกล้หูจินเฟยเหยา เอ่ยเสียงเบาว่า “ตอนหลอมยาเจ้าแค่แบ่งสมาธิจิตส่วนหนึ่งไปอยู่ในเตาหลอม ก็สามารถใช้การรับรู้ตรวจสอบสภาพของหญ้าวิญญาณได้ พอความกำลังไฟได้ที่ ก็รีบตัดตอนทันที ไม่จำเป็นต้องอาศัยการบ่งบอกของใบสั่งยาที่ล้าสมัยและลักษณะภายนอกของเตาหลอมมาตัดสินใจ”
“สหายเซียนหลิ่ว เจ้าเป็นคนดีจริงๆ คิดไม่ถึงว่าจะยอมบอกเรื่องนี้กับข้า ถ้าให้ข้าครุ่นคิดเอง ก็ไม่รู้ว่าข้าจะคิดได้เมื่อใด ข้าไม่รู้จะขอบคุณเจ้าอย่างไรดี” ที่จินเฟยเหยารอคอยคือตอนที่นางทนดูไม่ไหวอีกต่อไปแล้วเป็นฝ่ายบอกนางเอง ตอนนี้แผนการร้ายประสบผลก็แสดงท่าทางซาบซึ้งอย่างคาดไม่ถึง
หลิ่วฉี่ปอส่ายศีรษะเอ่ยยิ้มๆ ว่า “สหายเซียนจินเกรงใจไปแล้ว นี่เป็นแค่ป