้งสองคนคงจะนัดแนะกันออกไปข้างนอก
คนอื่นๆ หากไม่อยู่ก็ปิดด่านกักตนไม่มีเวลาว่าง หรือนางไม่คิดจะเป็นฝ่ายไปหา คิดไปคิดมา จินเฟยเหยาได้แต่ไปหาติงจี้ เขาเพิ่งพาผู้บำเพ็ญเซียนสตรีสองนางกลับมาน่าจะคำนึงถึงหน้าตาบ้าง คงไม่ลงมือลงไม้กับตนเองหรอกนะ
จินเฟยเหยามาถึงนอกเรือนของติงจี้ จากนั้นตะโกนเข้าไปด้านใน แล้วยืนอยู่หน้าประตู นางไม่อยากสิ้นเปลืองยันต์ถ่ายทอดเสียง ปกติคาถาป้องกันกันเสียงภายในห้อง ทว่าไม่กันเสียงจากภายนอก ยืนตะโกนอยู่ตรงประตูคนด้านในก็ได้ยิน
รออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่มีคนออกมา จินเฟยเหยาจึงทำหน้าหนาตะโกนเรียกอีกหลายครั้ง ครั้งนี้นับว่ามีการตอบรับ เห็นคาถาป้องกันกระเพื่อม เปิดช่องครึ่งหนึ่ง ติงจี้ปรากฏตัวตรงประตูด้วยสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย
เห็นเขาเผยร่างขาวๆ ท่อนบน ใบหน้าแดงก่ำ หรี่ตายิ้มมองจินเฟยเหยาแล้วเอ่ยว่า “สหายเซียนจิน มาหาข้ามีธุระอะไร?”
“สหายเซียนติง ข้ามาหาเจ้าเพราะมีธุระจริงๆ คิดจะสอบถามเจ้าถึงวิธีการใช้งานไฟพิภพ” จินเฟยเหยามีข้อขอร้องต่อเขา และรู้ว่าคนผู้นี้จะยอมรับ ถึงจะรู้สึกว่าการแต่งกายของติงจี้หยาบโลนเกินไป ทว่ากลางวันแสกๆ คงไม่ทำอะไรตนเองหรอกจึงยิ้มหวานเอ่ยถาม
ไหนเลยจะรู้พอดวงตาของนางมองในเรือน รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้าง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยอย่างขัดเขิน “คิดไม่ถึงว่าตอนนี้สหายเซียนติงจะไม่สะดวก ข้านี่ซุ่มซ่ามจริง ค่ำหน่อยข้าจะมาหาสหายเซียนติงอีกครั้ง”
“ไม่เป็นไร ไ